⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3527/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3527/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคืนคำร้องโดยให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ถูกต้องตามแบบพิมพ์ ถือเป็นการสั่งไม่รับคำร้อง เจ้าหนี้จึงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ใหม่ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด

ย่อคำพิพากษา

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2534 และในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ครบกำหนดที่เจ้าหนี้ทั้งหลายจะยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2534 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องตามแบบพิมพ์ (ล.54)ซึ่งเป็นแบบพิมพ์คำร้องทั่วไปของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอเฉลี่ยหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า"คืนคำร้องไปทำมาใหม่ ให้หมายแจ้งเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ถูกต้องตามแบบในระเบียบคดีล้มละลาย" ในตอนท้ายหน้าแรกของคำร้องได้มีหมายเหตุว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้วดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งคำร้องในวันเดียวกันกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง จึงถือว่าผู้ร้องได้ทราบคำสั่งแล้วโดยไม่ต้องมีหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบอีก ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวนี้เป็นการสั่งไม่รับคำร้องนั่นเอง ผู้ร้องจะต้องทำคำขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์ (ล.29)ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใหม่ภายในกำหนดคือภายในวันที่22 กรกฎาคม 2534 การที่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามแบบ(ล.29) เข้ามาใหม่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2534 จึงพ้นกำหนดแล้วและจะถือว่าเป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมก็ไม่ได้ เพราะยังไม่มีคำขอรับชำระหนี้เดิมเลย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ (จำเลย) ไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2534ผู้ร้องได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ตามคำพิพากษาจำนวน 3,840,597 บาทจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยใช้แบบพิมพ์คำร้อง (ล.54) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งให้คืนคำร้องไปให้ทำมาใหม่โดยให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ถูกต้องตามแบบในระเบียบคดีล้มละลาย หลังจากนั้นวันที่ 9 กันยายน 2534 ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยใช้แบบคำขอรับชำระหนี้ (ล.29) เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด 2 เดือน นับแต่วันประกาศกำหนดให้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ จึงสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด แม้จะใช้แบบพิมพ์ไม่ถูกต้องก็ไม่ทำให้คำขอรับชำระหนี้เสียไป ขอให้รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เดิมผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้ ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะมิได้ขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งให้คืนคำร้องไปทำมาใหม่ ผู้ร้องจึงได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ แต่พ้นกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนด มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2534 และในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่21 พฤษภาคม 2534 ครบกำหนดที่เจ้าหนี้ทั้งหลายจะยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2534 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องตามแบบพิมพ์ (ล.54) ซึ่งเป็นแบบพิมพ์คำร้องทั่วไปของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอเฉลี่ยหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า "คืนคำร้องไปทำมาใหม่ให้หมายแจ้งเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ให้ถูกต้องตามแบบระเบียบในคดีล้มละลาย" ในตอนท้ายหน้าแรกของคำร้องได้มีหมายเหตุว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว ดังนั้นเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้มีคำสั่งคำร้องในวันเดียวกันกับวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง จึงถือว่าผู้ร้องได้ทราบคำสั่งแล้ว โดยไม่ต้องมีหมายแจ้งคำสั่งให้ผู้ร้องทราบอีก ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดังกล่าวนี้เป็นการสั่งไม่รับคำร้องนั่นเอง ผู้ร้องจะต้องทำคำขอรับชำระหนี้ตามแบบพิมพ์ (ล.29) ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ใหม่ภายในกำหนดคือภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2534 การที่ผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามแบบ (ล.29) เข้ามาใหม่เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2534 จึงพ้นกำหนดแล้วและจะถือว่าเป็นการยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมก็ไม่ได้ เพราะยังไม่มีคำขอรับชำระหนี้เดิมเลยฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3527/2536 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ ไพบูลย์ เคหะ ( ไทย เคหะ ) จำกัด ผู้ร้อง นาย สิงห์ ห้อย พิกุล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · ผู้ร้อง - บริษัท เครดิตฟองซิเอร์ ไพบูลย์ เคหะ ( ไทย เคหะ ) จำกัด · จำเลย - นาย สิงห์ ห้อย พิกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)บรรเทิง มุลพรม · บุญส่ง วรรณกลาง · กู้เกียรติ สุนทรบุระ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1001/2509ฎีกา 275/2567ฎีกา 8080/2538ฎีกา 9487/2558ฎีกา 946/2509ฎีกา 4275/2560ฎีกา 374/2534ฎีกา 1632/2535ฎีกา 4851/2545ฎีกา 2049/2528ฎีกา 1808/2512ฎีกา 1519/2538ฎีกา 6555/2542ฎีกา 44/2549ฎีกา 6066/2539ฎีกา 4023/2550ฎีกา 7703/2543ฎีกา 2229/2521ฎีกา 2289/2536ฎีกา 4667/2549ฎีกา 3396/2527ฎีกา 6349/2537ฎีกา 8718/2544ฎีกา 690/2509
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา