⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2999/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2999/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากเจ้าหนี้ไม่อาจทราบได้ว่าลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเนื่องจากลูกหนี้ใช้ชื่อที่แตกต่างจากชื่อที่เจ้าหนี้รู้จักมาเป็นเวลานาน ถือเป็นพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหนี้มีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดได้ โดยต้องยื่นคำขอภายในเวลาอันสมควรหลังจากทราบเรื่อง.

ย่อคำพิพากษา

การที่จำเลยติดต่อทางธุรกิจกับผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลโดยใช้ชื่อว่า นายศุกร์สันต์ เตชะธาดากุล ตลอดมา และชื่อนี้จำเลยได้เปลี่ยนมาจากชื่อเดิมว่านายฉ่งคี้ แซ่แต้ เมื่อประมาณ 20 ปี มาแล้ว จึงเป็นการยากที่ผู้ร้องจะรู้จักชื่อเดิมของจำเลยได้ดังนั้น คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ก็ดี การโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ก็ดีที่ได้กระทำในชื่อของจำเลยว่านายฉ่งคี้ แซ่แต้ แต่เพียงชื่อเดียวผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่านายศุกร์สันต์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้นแล้วถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษที่ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดได้ และถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำขอขยายระยะเวลาหลังจากสิ้นระยะเวลาแล้วได้ แต่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำขอขยายระยะเวลาเสียภายในเวลาอันสมควรที่ผู้ร้องอาจยื่นได้หลังจากที่ทราบเรื่องจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้หลังจากทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้วหลายเดือน โดยมิได้ขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 ก่อนแล้วจึงมาขอขยายระยะเวลา ผู้ร้องย่อมไม่อาจขอให้ขยายระยะเวลาได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.23 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.91 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.153

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

มูลกรณีสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๒๔ จำเลยได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับผู้ร้องซึ่งเป็นนิติบุคคลในวงเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท จำเลยใช้ชื่อว่านายศุกร์สันต์เตชะธาดากุล ผู้ร้องไม่ทราบมาก่อนว่า นายศุกร์สันต์ ยังมีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า นายฉ่งคี้แซ่แต้ ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด จึงเป็นเหตุสุดวิสัยทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา ๒ เดือน ขอให้ศาลมีคำสั่งขยายระยะเวลาขอรับชำระหนี้และขอให้รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องคัดค้านว่าเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของผู้ร้องที่ขาดความระมัดระวังเอาใจใส่ต่อรายชื่อ ฐานะและความเป็นอยู่ของลูกค้าผู้ร้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ล่วงเลยกำหนดเป็นเวลาปีเศษเป็นการไม่ชอบ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เดิมจำเลยมีชื่อว่านายฉ่งคี้ แซ่แต้ เมื่อประมาณ ๒๐ ปีมานี้จำเลยได้เปลี่ยนชื่อเป็นนายศุกร์สันต์ เตชะธาดากุล วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๒๔ จำเลยขอเปิดบัญชีกระแสรายวันกับผู้ร้องวันรุ่งขึ้นขอกู้เงินและทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน ๑,๘๐๐,๐๐๐ บาท โดยจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยเป็นประกัน โดยจำเลยใช้ชื่อว่านายศุกร์สันต์ เตชะธาดากุล วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๖ ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดในชื่อนายฉ่งคี้ แซ่แต้ และครบกำหนดที่เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ภายในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๒๗ เมื่อกลางปีพ.ศ. ๒๕๒๗ นางรุ่งจิตร์ โภคาชัยพัฒน์ฟ้องจำเลยในชื่อนายศุกร์สันต์ เป็นจำเลยที่ ๘ และฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยที่ ๑๑ ผู้ร้องแต่งตั้งนายประเสริฐ อังอติชาติ เป็นทนายความวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๒๗ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของนายศุกร์สันต์ เตชะธาดากุลลูกหนี้ (จำเลยที่ ๘) ยื่นคำแถลงต่อศาลในคดีดังกล่าวว่า ศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ ๘ เด็ดขาดแล้ว ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ๓๒๙/๒๕๒๖ ระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์ นายฉ่งคี้ แซ่แต้ หรือนายศุกร์สันต์ เตชะธาดากุล จำเลยวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๗ นายประเสริฐทนายความของผู้ร้องในคดีนี้นมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลว่าศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ ๘ เด็ดขาดแล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๖ และคดีดังกล่าวศาลสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๘ ต่อมาวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๒๘ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สั่งยกคำร้องเพราะยื่นคำขอรับชำระหนี้เกินกำหนดเวลาตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๒๓ และขอให้รับคำขอรับชำระหนี้ มีปัญหาว่า ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคล จำเลยติดต่อกับผู้ร้องในทางธุรกิจในชื่อว่านายศุกร์สันต์ เตชะธาดากุล ตลอดมา และชื่อนี้จำเลยได้เปลี่ยนมาจากชื่อเดิมว่านายฉ่งคี้ เมื่อประมาณ๒๐ ปีมาแล้ว จึงเป็นการยากที่ผู้ร้องจะรู้จักชื่อเดิมของจำเลยได้ ดังนั้นคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ก็ดี การโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ก็ดี ที่ได้กระทำในชื่อของจำเลยว่านายฉ่งคี้ แซ่แต้แต่เพียงชื่อเดียว ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่านายศุกร์สันต์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้นแล้ว ถือว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษที่ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนด ๒ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดได้ และถือว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำขอขยายระยะเวลาหลังจากสิ้นระยะเวลาแล้วได้แต่ผู้ร้องจะต้องยื่นคำขอขยายระยะเวลาเสียภายในเวลาอันสมควรที่ผู้ร้องอาจยื่นได้หลังจากที่ทราบเรื่องจำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ปัญหาจึงมีต่อไปว่าผู้ร้องทราบเรื่องที่จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อใด นายประเสริฐ อังอติชาติพยานผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องได้รับหนังสือของพยานตามเอกสารหมาย ร.๑๗ หลังจากวันที่ลงในหนังสือประมาณ ๗ วันหนังสือดังกล่าวลงวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๒๗ จึงพอประมาณได้ว่าผู้ร้องได้รับหนังสือดังกล่าวอย่างช้าไม่เกินวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๗ หนังสือตามเอกสารหมาย ร.๑๗ มีข้อความระบุว่าศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ ๘ เด็ดขาดเมื่อใด และระบุด้วยว่าในคดีดังกล่าว ศาลได้สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๘ไปแล้ว เห็นว่า เอกสารดังกล่าวได้ยืนยันชัดเจน และเป็นเอกสารจากทนายความของผู้ร้องเองเป็นเอกสารที่เชื่อถือได้ จึงถือได้ว่าผู้ร้องได้ทราบเรื่องที่จำเลยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือเอกสารหมาย ร.๑๗ หากผู้รับมีข้อสงสัยก็อาจตรวจสอบได้จากสำนวนดังกล่าวภายในเวลาอันสมควร เพราะมีรายละเอียดชัดเจนจากคำแถลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเอกสารอื่น ๆ การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้หลังจากทราบคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้วหลายเดือนโดยมิได้ขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๕๓ ก่อน แล้วจึงมาขอขยายระยะเวลาตามคำร้องนี้ ผู้ร้องย่อมไม่อาจขอให้ขยายระยะเวลาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2999/2531 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ ธนาคาร มหานคร จำกัด ผู้ร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้คัดค้าน นาย ฉ่งคี้ แซ่แต้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · ผู้ร้อง - ธนาคาร มหานคร จำกัด · ผู้คัดค้าน - เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ · จำเลย - นาย ฉ่งคี้ แซ่แต้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ส่อง สุขะปุณณพันธ์ · สวัสดิ์ รอดเจริญ · เดชา สุวรรณโณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายจิระ บุญพจนสุนทร · ศาลอุทธรณ์ - นายประสิทธิ์ แสนสิริ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4748/2540ฎีกา 1915/2536ฎีกา 695/2509ฎีกา 2331/2520ฎีกา 23/2522ฎีกา 3452/2548ฎีกา 9140/2544ฎีกา 786/2497ฎีกา 4082/2543ฎีกา 2651/2534ฎีกา 2752/2548ฎีกา 1612/2536ฎีกา 1341/2510ฎีกา 4903/2548ฎีกา 670/2526ฎีกา 195/2536ฎีกา 523/2513ฎีกา 6468/2549ฎีกา 6322/2537ฎีกา 2238-2240/2548ฎีกา 946/2539ฎีกา 958/2541ฎีกา 5289/2551ฎีกา 1968/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา