⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1068/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1068/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ศาลจะลงโทษจำเลยได้เฉพาะการกระทำที่ระบุไว้ในฟ้องเท่านั้น จะลงโทษนอกเหนือจากฟ้องไม่ได้ * การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้กระทำมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายแต่ละรายโดยตรง * ศาลฎีกาสามารถสั่งให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่นได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีอื่นนั้นศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยแล้ว และจำเลยมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว

ย่อคำพิพากษา

ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งห้าหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดการกระทำของจำเลยให้ปรากฏพอที่จะให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษทุกกรรมดังที่ได้ความตามทางพิจารณาศาลจะลงโทษจำเลยแต่ละกรรมนอกเหนือจากฟ้องหาได้ไม่ จำเลยกล่าวหลอกลวง ว. ผู้เสียหายที่บ้าน ว. ขณะนั้นมี ย. ม. ป.ผู้เสียหายและชาวบ้านอื่นอยู่ด้วย เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวแก่ ว. แล้วผู้เสียหายอื่นไปได้ยินเข้าเอง ถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะกล่าวหลอกลวงผู้เสียหายอื่นและชาวบ้านหากแต่ผู้เสียหายอื่นได้ยินแล้วเชื่อและชำระเงินให้จำเลย ถือได้ว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายเป็นรายบุคคลมิได้หลอกลวงประชาชน จึงมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 คดีนี้โจทก์ได้มีคำขอท้ายฟ้องขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลชดำที่ 3672/2526 ของศาลชั้นต้นไว้แล้ว แต่ศาลล่างทั้งสองนับโทษต่อจากคดีดังกล่าวไม่ได้ เพราะคดีนั้นศาลยังมิได้มีคำพิพากษา โจทก์ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2672/2526 หมายเลขแดงที่ 3332/2526 ของศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยมิได้แก้ฎีกาปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วจริง ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้นับโทษต่อกันได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.200 ประมวลกฎหมายอาญา ม.22 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑,๓๔๓ กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๑๕๒,๕๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย ๕ คน และนับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๖๙/๒๕๒๖,๒๖๗๐/๒๕๒๖ และ ๒๖๗๒/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๖๙/๒๕๒๖, ๒๖๗๐/๒๕๒๖ และที่ ๒๖๗๒/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓, ๘๓ จำคุก ๔ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๑๕๒,๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้ง ๕ คน และให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๖๙/๒๕๒๖ คดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๗๐/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๗๒/๒๕๒๖ ศาลยังไม่พิพากษาไม่นับโทษต่อให้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๙๑ ให้เรียงกระทงลงโทษจำคุกกระทงละ ๘ เดือนรวมจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายให้ส่งมอบเงินแก่จำเลยจริงตามฟ้อง จำเลยย่อมมีความผิดฐานฉ้อโกง และวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายต่อไปว่า ปัญหาต่อไปจำเลยฎีกาว่า ศาลจะลงโทษจำเลยหลายกรรมไม่ได้นั้นเห็นว่า แม้ทางพิจารณาจะได้ความว่าจำเลยฉ้อโกงผู้เสียหายทั้งห้าหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระกัน แต่ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายรายละเอียดการกระทำของจำเลยให้ปรากฏพอที่จะให้เห็นว่า โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษทุกกรรมดังที่ได้ความตามทางพิจารณา ดังนี้ ศาลจะลงโทษจำเลยแต่ละกรรมนอกเหนือจากฟ้องหาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยหลายกรรมจึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต่อไปจะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยกล่าวหลอกลวงนายสวัสดิ์ที่บ้านนายสวัสดิ์ วันต่อมาจำเลยจึงไปกล่าวหลอกลวงนายวินัยที่บ้านนายวินัย นายวินัยเบิกความว่าจำเลยเป็นเพื่อนกับนายวินัยไปหานายวินัยที่บ้านแล้วจำเลยกล่าวหลอกลวงนายวินัยขณะที่จำเลยกล่าวหลอกลวงนายวินัยมีนายยศ นายไมย์ นายประเทียนชัย และชาวบ้านอื่นอยู่ด้วย แต่ไม่ได้ความว่าจำเลยกล่าวหลอกลวงนายยศ นายไมย์ นายประเทียนชัย และชาวบ้าน จึงฟ้องข้อเท็จจริงเป็นประโยชน์แก่จำเลยว่า เป็นเรื่องที่จำเลยกล่าวแก่นายวินัยแล้วผู้เสียหายอื่นไปได้ยินเข้าเอง จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาจะกล่าวหลอกลวงผู้เสียหายอื่นและชาวบ้าน หากแต่ผู้เสียหายอื่นได้ยินแล้วเชื่อและชำระเงินให้จำเลย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าวจึงถือได้ว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายเป็นบุคคล จำเลยมิได้หลอกลวงประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โจทก์ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า ศาลจะต้องนับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๗๒/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้มีคำขอท้ายฟ้องขอให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๗๒/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นไว้แล้ว แต่ศาลล่างทั้งสองนับโทษต่อจากคดีดังกล่าวไม่ได้ เพราะคดีนั้นศาลยังมิได้มีคำพิพากษา โจทก์ฎีกาขอให้นับโทษของจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๖๗๒/๒๕๒๖ หมายเลขแดงที่ ๓๓๓๒/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยมิได้แก้ฎีกาปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงฟังได้ว่าคดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยแล้วจริง ศาลฎีกาย่อมพิพากษาให้นับโทษต่อกันได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยกรรมเดียว จำคุก ๘ เดือน ให้จำเลยคืนเงิน ๑๕๑,๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้งห้า และให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๓๓๒/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1068/2529 พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ โจทก์ นายปริญญาหรือขุน พิชญากูล จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ · จำเลย - นายปริญญาหรือขุน พิชญากูล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำริ ศุภพิโรจน์ · อำนวย อินทุภูติ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นายสถิตย์ อรรถบลยุคล · ศาลอุทธรณ์ - นายอนันต์ ยินดีผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 9114/2552ฎีกา 681/2491ฎีกา 712/2559ฎีกา 5305/2539ฎีกา 2303/2518ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1992/2530ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1220/2510ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 884/2484ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 6863/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา