⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1291/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การออกเช็คเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ถือเป็นการออกเช็คโดยมีมูลหนี้และมีเจตนาผูกพันบังคับชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ผู้สั่งจ่ายเช็คจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าหนี้ที่ออกเช็คเป็นประกันนั้นได้ระงับสิ้นไปแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็คซึ่งจำเลยเป็นผู้สั่งจ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า ได้ออกเช็คให้โจทก์ถือไว้เป็นประกันในการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ไปมิใช่ออกให้เพื่อชำระหนี้ ดังนี้แม้จำเลยจะนำสืบพังได้ตามข้อต่อสู้ จำเลยก็หาพ้นความ รับผิดไม่ เพราะการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ไปและสั่งจ่ายเช็ครายพิพาทให้โจทก์ไว้เป็นประกันดังที่จำเลยต่อสู้นั้น ย่อมเป็นการออกเช็คโดยมีมูลหนี้มาจากการกู้เงินและมีเจตนาที่จะผูกพันบังคับชำระหนี้กันได้ตามกฎหมาย เช็ครายพิพาทเป็นเช็คที่ลงวันที่ อันเป็นการกำหนดเวลาไว้แน่นอนแล้วว่า ให้ผู้ทรงเช็คนำไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินได้ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ที่จำเลยอ้างว่าได้ตกลงกับโจทก์ไว้ว่า ไม่ให้นำเช็คไปขึ้นเช็คนั้น จึงขัดกับข้อความในเช็ค ทั้งจำเลยก็มิได้ต่อสู้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งได้ออกเช็คไว้เป็นประกันนั้น ได้ระงับไปแล้วทั้งหมดหรือบางส่วนแต่อย่างใด จำเลยผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 914, 989 กรณีหาใช่เป็นเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ คดีไม่มีประเด็นที่คู่ความจะต้องสืบพยานกันอีกต่อไป ศาลชอบที่จะมีคำสั่งงดสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยใช้เงินตามเช็คแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.5 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.900 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.914 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.918 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.989

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากจำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า มิได้ออกเช็คพิพาทเพื่อเป็นการชำระหนี้ แต่เป็นเช็คที่ออกให้ที่ออกให้โจทก์ถือไว้เป็นประกันในการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ไป โดยตกลงกันว่าไม่ให้นำเช็คนั้นไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารหรือโอนเช็คนั้นไป และเมื่อจำเลยชำระหนี้เงินกู้เป็นงวด ๆ จนครบแล้ว โจทก์ก็จะคืนเช็คนั้นให้จำเลย โจทก์นำเช็คมาฟ้องโดยไม่สุจริต เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นเช็คที่ออกให้ถือไว้เป็นประกัน มิใช่ออกให้เพื่อชำระหนี้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย เพราะเป็นเช็คที่นำมาฟ้องร้องไม่ได้ ในระหว่างการพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานจำเลยและโจทก์ พิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ให้งดสืบพยานและอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้เงินตามเช็ครายพิพาท ซึ่งจำเลยได้ลงชื่อเป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยให้การต่อสู้ว่า ได้ออกเช็คให้โจทก์ถือไว้เป็นประกันในการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ไป มิใช่ออกให้เพื่อชำระหนี้ ปัญหาวินิจฉัยจึงมีว่า จำเลยมีสิทธินำสืบพยานตามประเด็นข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลยหรือไม่พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ว่า ออกเช็คพิพาทมอบให้โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้มิใช่เพื่อชำระหนี้นั้น แม้จำเลยจะนำสืบฟังได้ตามข้อต่อสู้ จำเลยก็หาพ้นความรับผิดไม่ เพราะการที่จำเลยกู้เงินโจทก์ไปและสั่งจ่ายเช็ครายพิพาทให้โจทก์ไว้เป็นประกันดังที่จำเลยต่อสู้นั้น ย่อมเป็นการออกเช็คโดยมีมูลหนี้มาจากการกู้เงินและมีเจตนาที่จะผูกพันบังคับชำระหนี้กันได้ตามกฎหมาย เช็ครายพิพาทเป็นเช็คที่ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๖ อันเป็นการกำหนดเวลาไว้แน่นอนแล้วว่า ให้ผู้ทรงเช็คนำไปยื่นแก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินได้ตั้งแต่วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๖ เป็นต้นไป ที่จำเลยอ้างว่าได้ตกลงกับโจทก์ไว้ว่าไม่ให้นำเช็คไปขึ้นเช็คนั้น จึงขัดกับข้อความในเช็ค ทั้งจำเลยก็มิได้ต่อสู้หนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งได้ออกเช็คไว้เป็นประกันนั้น ได้ระงับไปแล้วทั้งหมดหรือบางส่วนแต่อย่างใด คดีจึงไม่มีประเด็นที่คู่ความจะต้องสืบพยานกันอีกต่อไป ฉะนั้น เมื่อเช็คครบกำหนดโจทก์นำไปขึ้นเงินแต่ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายจึงต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๑๔, ๙๘๙ กรณีหาใช่เป็นเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1291/2529 นางบังอร โพธิมงคลกุล โจทก์ นางประไพ หองทองคัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางบังอร โพธิมงคลกุล · จำเลย - นางประไพ หองทองคัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสวก จันทร์ผ่อง · สหัส สิงหวิริยะ · สาระ เสาวมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเลย - นายชัชวาล บุนนาค · ศาลอุทธรณ์ - นายประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 610/2520ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1739/1739ฎีกา 3007/2525ฎีกา 1195/2535ฎีกา 2409/2551ฎีกา 698/2537ฎีกา 912/2490ฎีกา 6549/2542ฎีกา 18343/2556ฎีกา 1603/2551ฎีกา 612-615/2519ฎีกา 3329/2550ฎีกา 270/2496ฎีกา 4564/2543ฎีกา 2224/2528ฎีกา 4282/2536ฎีกา 3005/2541ฎีกา 408/2524ฎีกา 4122/2540ฎีกา 1/2511ฎีกา 1049/2522ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 960/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา