⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3153/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3153/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยรับเอาโฉนดที่ดินจากโจทก์ไปโดยอ้างเหตุผลประการหนึ่ง แต่กลับนำไปกระทำอีกประการหนึ่งที่ขัดต่อเจตนาของโจทก์ ไม่ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง หากการกระทำนั้นไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์สินไปตั้งแต่แรก.

ย่อคำพิพากษา

มารดาจำเลยที่ 1 เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และมอบโฉนดที่ดินให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน หลังจากมารดาจำเลยถึงแก่กรรมแล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ยอมชำระหนี้แทนมารดาโดยจะโอนที่ดินให้โจทก์ทั้งแปลงต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอยืมโฉนดดังกล่าวจากโจทก์อ้างว่าจะนำไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอรับมรดก และเจ้าพนักงานที่ดินได้ขอโฉนดดังกล่าวไว้เพื่อประกาศรับมรดกให้ครบ 60 วันเสียก่อน ซึ่งความจริงได้มีการประกาศเพื่อรับมรดกมาก่อนและครบกำหนดแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 2 ได้จดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินดังกล่าวและเจ้าพนักงานที่ดินก็คืนโฉนดให้ในวันนั้นเอง แล้วจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนกับบุคคลอื่น ดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้เอาโฉนดที่ดินมาเพื่อใช้รับมรดกอย่างเดียวตามที่บอกกล่าวไว้ในตอนขอรับเอาโฉนดที่ดินจากโจทก์ แต่โจทก์ก็มอบให้ด้วยความสมัครใจของตนเองเพราะประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 รับมรดกที่ดินนั้นแล้วโอนให้โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้ หากจำเลยทั้งสองจะได้หลอกลวงโจทก์ในเรื่องเจ้าพนักงานที่ดินยึดโฉนดที่ดินไว้เพื่อประกาศรับมรดก 60 วันจริง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะไม่ส่งโฉนดที่ดินคืนโจทก์เท่านั้น หาใช่เป็นการหลอกลวงเพื่อเอาโฉนดที่ดินจากโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341. ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า จำเลยได้กระทำการโดยรู้อยู่ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม มาตรา 350

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 ประมวลกฎหมายอาญา ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า มารดาจำเลยที่ ๑ เคยกู้ยืมเงินโจทก์และได้มอบโฉนดที่ดินให้ยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ หลังจากมารดาจำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรม จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นบุตรได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ยอมชำระหนี้แทนมารดา โดยจะโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ทั้งแปลง ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้หลอกลวงโจทก์ว่าจะขอยืมโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอรับมรดก ซึ่งโจทก์ก็นำไปให้ วันนั้นเองจำเลยทั้งสองได้เข้าไปติดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แล้วจำเลยที่ ๒ พูดหลอกลวงโจทก์ว่า เจ้าพนักงานที่ดินขอโฉนดไว้เพื่อประกาศรับมรดกและต้องยึดโฉนดไว้เพราะต้องรอประกาศเรื่องรับมรดกให้ครบ ๖๐ วันเสียก่อนซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงจำเลยทั้งสองได้ขอประกาศรับมรดกมาก่อนและครบกำหนดแล้ว จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้จดทะเบียนถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน แล้วจำเลยที่ ๑ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนกับบุคคลอื่น เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทำให้ทรัพย์สินที่เป็นประกันหนี้และต้องโอนชำระหนี้ให้โจทก์เสื่อมค่าลงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๙, ๓๕๐, ๘๓, ๙๑ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ยกฟ้องโจทก์ทุกข้อหา โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ปัญหาข้อแรกจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ หรือไม่นั้น เห็นว่าแม้จำเลยที่ ๑ จะไม่ได้เอาโฉนดที่ดินดังกล่าวมาเพื่อใช้รับมรดกอย่างเดียวตามที่ได้บอกกล่าวไว้ในตอนขอรับเอาโฉนดที่ดินจากโจทก์ แต่โจทก์ก็มอบโฉนดที่ดิน ให้มาด้วยความสมัครใจของตนเองเพราะประสงค์จะให้จำเลยที่ ๑ รับมรดกที่ดินนั้น แล้วโอนให้โจทก์ตามหนังสือรับสภาพหนี้หากจำเลยทั้งสองจะได้หลอกลวงโจทก์ในเรื่องเจ้าพนักงานที่ดินยึดโฉนดที่ดินไว้เพื่อประกาศรับมรดก ๖๐ วันจริง ก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองมีเจตนาจะไม่ส่งโฉนดที่ดินคืนโจทก์เท่านั้น หาใช่เป็นการหลอกลวงเพื่อเอาโฉนดที่ดินจากโจทก์ไม่การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เข้าองค์ประกอบเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม มาตรา ๓๔๑ ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา ๓๕๐ หรือไม่นั้น เห็นว่า กรณีนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการดังกล่าวโดยรู้อยู่ว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ จึงเป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม มาตรา ๓๕๐ อยู่แล้วไม่มีทางจะลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดดังกล่าวเช่นกัน พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3153/2529 นางพูน แสงเงิน โจทก์ นายลมูล วัฒนศิริ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางพูน แสงเงิน · จำเลย - นายลมูล วัฒนศิริ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ดำรง สายเชื้อ · อาจ ปัญญาดิลก · ไพจิตร วิเศษโกสิน
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายบรรจง สงกรานต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 2303/2518ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 599/2532ฎีกา 6196/2534ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2766/2546ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16889/2555ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา