⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3589/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3589/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ลูกจ้างถูกจับกุมและควบคุมตัวจนไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้เป็นเวลานาน ถือเป็นการกระทำอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต นายจ้างจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำของจำเลยได้ถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2529 จนถึงวันที่ 12 มีนาคม 2529 อันเป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานเป็นเวลานานเกือบ 2 เดือน โดยละเลยไม่นำพาที่จะแจ้งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างทราบ เพื่อที่จำเลยจะได้ดำเนินการหาคนมาปฏิบัติหน้าที่แทน ทั้งที่โจทก์มีโอกาสที่จะแจ้งให้จำเลยทราบถึงเหตุที่ไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้ พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่า กระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามความหมายของ มาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.47 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ ต่อมาได้เลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์ละทิ้งหน้าที่ขาดงานไปเป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลย ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงโจทก์ไม่ไปทำงานเพราะถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวตลอดมา จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าการที่โจทก์ต้องออกจากงานเพราะขาดงานและละทิ้งหน้าที่ติดต่อกันเกินกว่า ๑๕ วัน โดยไม่มีเหตุผลหรือมีใบลาตามระเบียบเป็นการประพฤติผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อบังคับของจำเลย การที่โจทก์มีความจำเป็นซึ่งไม่อาจมาทำงานตามปกติได้ ต้องแจ้งเหตุให้จำเลยทราบ เมื่อมิได้แจ้ง จึงเป็นการจงใจละทิ้งหน้าที่และขาดงานโดยเจตนา จำเลยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ แก่โจทก์ วันนัดพิจารณา จำเลยแถลงรับว่าการที่โจทก์ขาดงาน เป็นเพราะถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการตั้งแต่วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๑๘ จนถึงวันฟ้อง ศาลแรงงานกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงงดสืบพยาน ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ไม่ไปทำงานตามปกติเพราะถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวนั้น ไม่ถือว่าเป็นการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗(๔) ดังนั้นการที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานจึงเป็นการให้ออกโดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษาให้จ่ายเงินดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า จำเลยได้ต่อสู้ด้วยว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลย ประกาศของกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗(๓) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๘๓ อีกด้วย แต่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมาย ตามข้อ ๔๗(๔) แห่ง ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน เพียงประเด็นเดียว พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยมีระเบียบข้อบังคับหรือไม่ ระเบียบข้อบังคับของจำเลยกำหนดไว้อย่างไร และในระหว่างที่โจทก์ถูกควบคุมตัว โจทก์สามารถติดต่อหรือแจ้งให้จำเลยทราบถึงเหตุที่ไม่สามารถมาทำงานตามปกติได้หรือไม่ แล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายในประเด็นที่ยังขาดให้ครบถ้วน และพิพากษาใหม่ ในระหว่างที่ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาตามคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยยื่นระเบียบข้อบังคับของจำเลย ซึ่งโจทก์รับว่ามีระเบียบข้อบังคับดังกล่าวจริง และระหว่างที่โจทก์ขาดงานเพราะถูกจับกุมคุมขังอยู่นั้น โจทก์อาจแจ้ง หรือติดต่อแจ้งให้จำเลยทราบได้ แต่ก็มิได้แจ้งแก่จำเลย ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยข้อกฎหมายตามประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยใหม่ได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย แล้ววินิจฉัยว่าตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยไม่มีระบุไว้ว่า หากพนักงานของจำเลยมีความจำเป็นที่ไม่อาจมาทำงานตามปกติต้องแจ้งเหตุให้จำเลยทราบ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการจงใจละทิ้งหน้าที่ หรือเป็นการขาดงานโดยไม่มีเหตุอันควร กรณีของโจทก์ไม่ต้องด้วยเหตุที่จำเลยอาจปฏิเสธไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ตามที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับของจำเลย ทั้งไม่ต้องด้วยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ ๔๗ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ ค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า สำหรับปัญหาเรื่องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น จำเลยอุทธรณ์ว่า หากการกระทำของลูกจ้างเข้ากรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ นายจ้างมีสิทธิที่จะไล่ออกทันทีโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เมื่อกรณีของโจทก์ต้องด้วยบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์นั้น พิเคราะห์แล้วได้ความว่าโจทก์ถูกจับกุมและควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๒๘ ตลอดมาจนถึงวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๙ ซึ่งเป็นวันที่จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานเป็นเวลานานเกือบ ๒ เดือน โจทก์ละเลยไม่นำพาที่จะแจ้งให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างทราบเพื่อที่จะได้ดำเนินการหาคนมาปฏิบัติหน้าที่แทน ทั้งที่มีโอกาสจะแจ้งให้จำเลยทราบถึงเหตุที่ไม่สามารถมาปฏิบัติงานได้พฤติการณ์ของโจทก์ถือได้ว่ากระทำการอันไม่สมควรแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต ตามความหมายของ มาตรา ๕๘๓ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้ว จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3589/2529 นายบุญลือ อินสวัสดิ์ โจทก์ องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายบุญลือ อินสวัสดิ์ · จำเลย - องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · จำนง นิยมวิภาต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายเสรี ชุณหถนอม · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5201-5202/2543ฎีกา 7238-7239/2544ฎีกา 7264/2543ฎีกา 2893/2540ฎีกา 5560/2530ฎีกา 95/2540ฎีกา 2132/2531ฎีกา 8785/2550ฎีกา 2894/2532ฎีกา 2418/2544ฎีกา 8628/2550ฎีกา 3371/2527ฎีกา 3704/2529ฎีกา 3591/2529ฎีกา 144/2535ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1027/2527ฎีกา 897/2547ฎีกา 3049/2540ฎีกา 674/2526ฎีกา 2599/2541ฎีกา 2542/2533ฎีกา 3070/2529ฎีกา 4921/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา