⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2132/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การปลอมเอกสารของลูกจ้างซึ่งเป็นหลักฐานในการคำนวณค่าจ้าง ถือเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับร้ายแรง นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นหัวหน้าคนงานมีหน้าที่รับผิดชอบในการลาของลูกจ้างและทำบันทึกรายงานสถิติการมาทำงานของลูกจ้าง โจทก์ต้องปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและรายงานการมาทำงานของลูกจ้างต่อจำเลยตามความเป็นจริง โจทก์ปลอมใบลาอันเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งสำหรับใช้คำนวณค่าจ้างจำเลยได้จ่ายค่าจ้างและเบี้ยขยันให้แก่ว. โดยเชื่อตามพยานหลักฐานปลอมที่โจทก์ทำขึ้น โจทก์มีความผิดฐานปลอมเอกสาร ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของนายจ้างอันเป็นกรณีที่ร้ายแรงตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1)(3) ดังนี้จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่บอกกล่าวเลิกจ้างล่วงหน้าตามกฎหมาย และยังค้างค่าจ้างโจทก์1,436.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 1,989 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 19,890 บาท และค่าจ้างค้างจ่าย 1,436.50 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมานายวันชัย ยิ้มพลายขาดงานโจทก์ปลอมใบแทนงานให้นายวันชัย และมิได้เสนอใบแทนงานต่อหัวหน้าผลัดตามคำสั่งจำเลย หลังจากนั้นนายวันชัยขาดงานอีกแต่โจทก์ปลอมใบลาของนายวันชัยเป็นลาพักผ่อนประจำปีครึ่งวันเป็นเหตุให้จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างแก่นายวันชัย 101.50 บาทและทำให้นายวันชัยมีสิทธิได้เบี้ยขยัน 205.75 บาท อันเป็นการกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง ทำให้จำเลยเสียหาย จำเลยค้างค่าจ้างโจทก์ 1,436.50 บาท จึงขอหักเงินที่จ่ายให้นายวันชัยเกินไปกับค่าจ้างโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีเจตนาทุจริตไม่มีความผิดฐานปลอมเอกสารหรือทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าจ้างค้างชำระ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินจำนวน 23,008.25 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า '...ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยและเป็นหัวหน้าคนงานซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลลูกจ้างของจำเลย รับผิดชอบในการลาของลูกจ้าง และทำบันทึกรายงานสถิติการมาทำงานหรือไม่มาทำงานของลูกจ้างเพื่อใช้คำนวณค่าจ้าง เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2530 นายวันชัยยิ้มพลาย ซึ่งเป็นลูกจ้างรายวันของจำเลยและเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ไม่ได้ไปทำงานตามปกติโดยมิได้ลาตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ทำให้ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง แต่โจทก์ได้ปลอมใบลาของนายวันชัยโดยปลอมลายมือชื่อนายวันชัยลงในใบลาเพื่อแสดงว่านายวันชัยได้ลาถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ซึ่งทำให้มีสิทธิได้รับค่าจ้างและเป็นหลักฐานในการคิดคำนวณค่าจ้าง จากนั้นโจทก์ลงรายละเอียดในบันทึกรายงานสถิติการมาทำงานของนายวันชัยว่า นายวันชัยได้ลาพักร้อนครึ่งวัน จากการกระทำดังกล่าวของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยหลงเชื่อและได้จ่ายค่าจ้างประจำวันและเบี้ยขยันให้แก่นายวันชัย ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์เป็นหัวหน้าคนงานซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการลาของลูกจ้างและทำบันทึกรายงานสถิติการมาทำงานของลูกจ้างเพื่อคำนวณค่าจ้างนั้น จำเลยประสงค์จะให้โจทก์ควบคุมดูแลการมาทำงานของลูกจ้างแทนจำเลย ทั้งนี้เพื่อบังคับมิให้ลูกจ้างโกงค่าแรงหรือค่าจ้างจากจำเลย ดังนั้นโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยและรายงานการมาทำงานของลูกจ้างต่อจำเลยตามความเป็นจริงเพื่อรักษาประโยชน์ของจำเลย การที่นายวันชัยลูกจ้างรายวันของจำเลยไม่ไปทำงานตามปกติในวันที่ 22 กันยายน 2530 โดยมิได้ลาตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยซึ่งทำให้ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง แทนที่โจทก์จะรายงานต่อจำเลยตามความเป็นจริง โจทก์กลับปลอมใบลาของนายวันชัย โดยปลอมลายมือชื่อของนายวันชัยลงในใบลาเพื่อเป็นหลักฐานว่านายวันชัยได้ลาถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย และมีสิทธิได้รับค่าจ้าง เมื่อใบลาเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งสำหรับใช้คำนวณค่าจ้างและจำเลยได้จ่ายค่าจ้างและเบี้ยขยันให้แก่นายวันชัยโดยเชื่อตามพยานหลักฐานปลอมซึ่งโจทก์กระทำขึ้น โจทก์ย่อมมีความผิดฐานปลอมเอกสาร ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้างและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยเป็นกรณีที่ร้ายแรงตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 47(1) (3) จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น' พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างชำระเป็นเงิน1,436.50 บาท หักเงินที่โจทก์ต้องชดใช้ค่าจ้างและเบี้ยขยันซึ่งนายวันชัยรับไปจากจำเลยออกเป็นเงิน 307.25 บาท คงเหลือเป็นเงิน 1,129.25 บาท แก่โจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2132/2531 นาย เสน่ห์ เสียง ประเสริฐ โจทก์ บริษัท อุตสาหกรรม ผ้า ห่ม ไทย จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เสน่ห์ เสียง ประเสริฐ · จำเลย - บริษัท อุตสาหกรรม ผ้า ห่ม ไทย จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุพจน์ นาถะพินธุ · จุนท์ จันทรวงศ์ · วิศิษฏ์ ลิมานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 2418/2544ฎีกา 8628/2550ฎีกา 3704/2529ฎีกา 3591/2529ฎีกา 144/2535ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1027/2527ฎีกา 897/2547ฎีกา 3049/2540ฎีกา 3431/2542ฎีกา 3539/2536ฎีกา 7420/2537ฎีกา 13894/2555ฎีกา 2799/2526ฎีกา 1352/2542ฎีกา 6791/2544ฎีกา 2364/2533ฎีกา 4042/2542ฎีกา 1254/2546ฎีกา 3365/2533ฎีกา 6075/2549ฎีกา 3880/2531ฎีกา 295/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา