⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1296/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1296/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* เมื่อกฎหมายบัญญัติให้เสียเงินเพิ่มเมื่อผิดนัดชำระค่าภาษีแล้ว จะเรียกเก็บดอกเบี้ยจากค่าภาษีที่ค้างชำระอีกไม่ได้ * การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระค่าภาษี จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บดอกเบี้ยจากค่าภาษีที่ค้างชำระอีก จำเลยอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ แม้จะใช้แบบพิมพ์คำร้องมิได้ใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับมาโดยมิได้สั่งให้ทำใหม่ ก็พออนุโลมว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายได้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 25 ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีที่มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ปัญหาว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่ สินค้าที่นำเข้ามีราคาที่แท้จริงเป็นจำนวนเท่าใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรพร้อมด้วยเงินเพิ่มจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ประเด็นแห่งคดีที่ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดมีเพียงว่าข้ออ้างของโจทก์ตามที่กล่าวในฟ้องนั้นมีมูลที่จำเลยจะต้องรับผิดหรือไม่คดีไม่มีประเด็นว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพราะจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้แม้ศาลภาษีอากรกลางจะวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้มาก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.185 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.25

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้าภาษีบำรุงเทศบาล และเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 49,526.18บาทและเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนเป็นเงินเดือนละ 191 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า 'โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินเพิ่มภาษีการค้าและเงินเพิ่มภาษีเทศบาลนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 89 ทวิ ซึ่งใช้บังคับในขณะที่จำเลยนำสินค้าเข้ามานั้นได้บัญญัติไว้ว่า ถ้าผู้ประกอบการค้าไม่ชำระภาษีภายในกำหนดเวลา ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระและในมาตรา 89 ทวิ วรรคท้าย ได้บัญญัติไว้อีกว่าเงินเพิ่มตามมาตรานี้มิได้เกินกว่าจำนวนภาษีที่ต้องชำระ แสดงว่าประมวลรัษฎากรได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม และเงินเพิ่มนี้ต้องไม่เกินจำนวนภาษี ฉะนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากภาษีการค้าภาษีบำรุงเทศบาล หรือจากเงินเพิ่มภาษีการค้าหรือเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลที่ค้างชำระ ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ให้จำเลยรับผิดเสียดอกเบี้ยจากเงินเพิ่มภาษีการค้าและเงินเพิ่มภาษีบำรุงเทศบาลนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยนั้น ปรากฏว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์เป็นสองฉบับ ฉบับแรกทำเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง อ้างว่า จำเลยมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ฉบับที่สองทำเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ สำหรับคำฟ้องอุทธรณ์นี้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของจำเลยแต่เฉพาะอุทธรณ์ข้อ 2.3 และข้อ 2.4 ซึ่งศาลภาษีอากรกลางเห็นว่า เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การนั้น แม้จำเลยจะใช้แบบพิมพ์คำร้องมิได้ใช้แบบพิมพ์อุทธรณ์ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับมาโดยมิได้สั่งให้ทำมาใหม่ ก็พออนุโลมให้ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายได้ สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การหรือไม่นั้น ปรากฏว่า คดีนี้มีจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามมาตรา25 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2528 ที่จำเลยอ้างว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงจึงห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยตามคำฟ้องอุทธรณ์ข้อ 2.3 ที่ศาลภาษีอากรกลางสั่งรับอุทธรณ์ไว้นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่าราคาสินค้าที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ทำการประเมิน ไม่ใช่ราคาอันแท้จริงในท้องตลาด เพราะสิรค้าตามบัตรราคาที่พนักงานเจ้าหน้าที่นำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณภาษีนั้น มีแหล่งกำเนิดไม่เหมือนกับสินค้าที่จำเลยนำเข้า พิเคราะห์แล้วเห็นว่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าจะมีราคาอันแท้จริงเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งคดีนี้ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้วศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยตามคำฟ้องอุทธรณ์ข้อ 2.4 ที่ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ค่าภาษีอากรพร้อมด้วยเงินเพิ่ม จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยชี้ขาดจึงมีแต่เพียงว่า ข้ออ้างของโจทก์ตามที่กล่าวในฟ้องนั้นมีมูลที่จำเลยจะต้องรับผิดตามกฎหมายหรือไม่ คดีไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เพราะจำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ ฉะนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความด้วยนั้นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เมื่อคดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความเช่นนี้ แม้ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้มาก็ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอีกเช่นกัน ที่ศาลภาษีอากรกลางรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและรับอุทธรณ์ข้อ 2.3 และข้อ 2.4 ของจำเลยไว้นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้องและอุทธรณ์ของจำเลยเสีย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของโจทก์ให้เป็นพับ คืนค่าคำร้องและค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคแรก. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1296/2530 กรมศุลกากร กับพวก โจทก์ นาย เกรียงศักดิ์ วัฒ นา บรรจง สุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมศุลกากร กับพวก · จำเลย - นาย เกรียงศักดิ์ วัฒ นา บรรจง สุข
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสวก จันทร์ผ่อง · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3601/2530ฎีกา 2383/2536ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา