คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2530
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยเจตนาลักทรัพย์ และได้ลงมือกระทำการอันเป็นการเจาะจงไปซึ่งการกระทำความผิดนั้นแล้ว ถือว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามลักทรัพย์แล้ว แม้จะยังไม่ได้ทรัพย์สินนั้นไปก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายซึ่งเป็นร้านค้าขายของด้วยแล้วเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนของผู้เสียหายซึ่งเก็บเงินสด สร้อยคอทองคำและแหวนทองคำ ในขณะที่ผู้เสียหายกับภรรยาและบุตรกำลังรับประทานอาหารอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้านเช่นนี้ ชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยโดยชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะลักทรัพย์ของผู้เสียหาย แต่มีคนเข้ามาซื้อของ ผู้เสียหายจึงเห็นจำเลยหลบซ่อนอยู่ในห้องนอนเสียก่อน จำเลยจึงเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปไม่ได้ แม้จำเลยจะยังไม่ทันแตะต้องทรัพย์ของผู้เสียหาย ก็ถือว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดเข้าขั้นพยายามลักทรัพย์แล้ว (ที่มา-ส่งเสริม)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านของผู้เสียหาย แล้วบังอาจลักเงินสด และทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายซึ่งเก็บรักษาไว้ในบ้านของผู้เสียหายจำเลยลงมือกระทำผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เนื่องจากผู้เสียหายได้พบและขัดขวางการกระทำผิดของจำเลยเสียก่อน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 91, 335, 364
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) ประกอบด้วยมาตรา 80 มาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ระวางโทษตามมาตรา 335 (8) ประกอบด้วยมาตรา 80 ที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุกจำเลย6 เดือน คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 จำคุก 2 เดือน ปรับ 1,000 บาท ชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน ปรับ 500 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี คำขอ ของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '...การที่จำเลยบุกรุกเข้าไปในบ้านผู้เสียหายซึ่งเป็นร้านค้าขายของด้วย แล้วเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องนอนของผู้เสียหายซึ่งเก็บเงินสดสร้อยคอทองคำและแหวนทองคำ ในขณะที่ผู้เสียหายกับภรรยาและบุตรกำลังรับประทานอาหารอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน เช่นนี้ ชี้ให้เห็นเจตนาของจำเลยโดยชัดแจ้งว่าจำเลยประสงค์จะลักทรัพย์ของผู้เสียหายแต่มีนายวิม รังศิริรักษ์ เข้ามาซื้อของ ผู้เสียหายจึงเห็นจำเลยหลบซ่อนอยู่ในห้องนอนเสียก่อน จำเลยจึงเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปไม่ได้แม้จำเลยจะยังไม่ทันแตะต้องทรัพย์ของผู้เสียหายก็ถือว่า จำเลยลงมือกระทำความผิดเข้าขั้นพยายามลักทรัพย์ตามกฎหมายแล้ว...
อนึ่ง ปรากฏว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยต่ำกว่าโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่ศาลฎีกาก็ไม่อาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น'
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1857/2530
พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม โจทก์
นายนรินทร์หรือเล็ก งามยิ่งยวด จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม · จำเลย - นายนรินทร์หรือเล็ก งามยิ่งยวด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ