⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 16889/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16889/2555

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่หลอกลวงตัวแทนของผู้เสียหายให้ส่งมอบทรัพย์สินของผู้เสียหายแก่ตนเอง ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพค้าขายทองคำและเป็นผู้จัดการร้าน มีหน้าที่ขายทองคำของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่รับจำนำทองคำของลูกค้าด้วย จำเลยใช้กลอุบายนำสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายที่จำเลยมีหน้าที่ขายให้แก่ลูกค้าไปบอกแก่พนักงานเก็บเงินในร้านของผู้เสียหายว่าเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำแก่ทางร้าน เมื่อพนักงานเก็บเงินส่งมอบเงินซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่จะต้องนำไปมอบให้แก่ลูกค้าที่นำทรัพย์มาจำนำให้แก่จำเลยตามที่จำเลยอ้าง จำเลยก็รับเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตน การกระทำของจำเลยมิใช่เอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการโดยทุจริต หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำ การที่จำเลยได้เงินของผู้เสียหายไปจึงเกิดจากการที่พนักงานเก็บเงินซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,147,450 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้บางส่วนแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 70 กระทง จำคุก 280 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 140 ปี แต่ความผิดที่กระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อลดโทษและรวมโทษทุกกระทงจึงให้ลงโทษจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,147,450 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 335 (11) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฐานฉ้อโกง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 69 กระทง จำคุก 138 ปี ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างอีกหนึ่งกระทง จำคุก 2 ปี รวม 70 กระทง เป็นจำคุก 140 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 70 ปี แต่เนื่องจากความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างซึ่งเป็นความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินห้าปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ และข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นมีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึงห้าปี ศาลไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานก่อนจะพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพค้าขายทองคำและเป็นผู้จัดการร้าน มีหน้าที่ขายทองคำของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่รับจำนำทองคำของลูกค้าด้วย เมื่อระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2551 จำเลยกระทำความผิดโดยใช้กลอุบายนำสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายที่จำเลยมีหน้าที่ขายให้แก่ลูกค้าดังกล่าวไปบอกแก่พนักงานเก็บเงินในร้านของผู้เสียหายว่าเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำแก่ทางร้าน เมื่อพนักงานเก็บเงินส่งมอบเงินซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่จะต้องนำไปมอบให้แก่ลูกค้าที่นำทรัพย์มาจำนำตามที่จำเลยอ้างมา จำเลยก็รับเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว โดยไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อจำเลยบอกพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายว่า สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำไม่ตรงตามความเป็นจริงแล้วเอาเงินของผู้เสียหายไป จึงมิใช่เอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการโดยทุจริต หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำ การที่จำเลยได้เงินของผู้เสียหายไปจึงเกิดจากการที่พนักงานเก็บเงินซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลย การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16889/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์ นางสาวสุจิต ทองตรัง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา · จำเลย - นางสาวสุจิต ทองตรัง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี · พศวัจณ์ กนกนาก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทยา - นายมานิตย์ ธนะกิจรุ่งเรือง · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3168/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 481/2526ฎีกา 1331/2479ฎีกา 597/2485ฎีกา 915/2566ฎีกา 3650/2527ฎีกา 2303/2518ฎีกา 1567/2535ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 6196/2534ฎีกา 164/2553ฎีกา 3081/2527ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1250/2520ฎีกา 4009/2566ฎีกา 1368/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 6863/2543ฎีกา 831/2532ฎีกา 5090/2565
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา