⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 16889/2555

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16889/2555

ป.อาญา ม.335, 341 · ป.วิ.อาญา ม.176

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่หลอกลวงตัวแทนของผู้เสียหายให้ส่งมอบทรัพย์สินของผู้เสียหายแก่ตนเอง ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพค้าขายทองคำและเป็นผู้จัดการร้าน มีหน้าที่ขายทองคำของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่รับจำนำทองคำของลูกค้าด้วย จำเลยใช้กลอุบายนำสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายที่จำเลยมีหน้าที่ขายให้แก่ลูกค้าไปบอกแก่พนักงานเก็บเงินในร้านของผู้เสียหายว่าเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำแก่ทางร้าน เมื่อพนักงานเก็บเงินส่งมอบเงินซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่จะต้องนำไปมอบให้แก่ลูกค้าที่นำทรัพย์มาจำนำให้แก่จำเลยตามที่จำเลยอ้าง จำเลยก็รับเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตน การกระทำของจำเลยมิใช่เอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการโดยทุจริต หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำ การที่จำเลยได้เงินของผู้เสียหายไปจึงเกิดจากการที่พนักงานเก็บเงินซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 ประมวลกฎหมายอาญา ม.341

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.335 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.341 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,147,450 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาเมื่อสืบพยานโจทก์ไปได้บางส่วนแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 70 กระทง จำคุก 280 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 140 ปี แต่ความผิดที่กระทำมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี เมื่อลดโทษและรวมโทษทุกกระทงจึงให้ลงโทษจำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 3,147,450 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 จำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 335 (11) วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ฐานฉ้อโกง จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 69 กระทง จำคุก 138 ปี ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างอีกหนึ่งกระทง จำคุก 2 ปี รวม 70 กระทง เป็นจำคุก 140 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 70 ปี แต่เนื่องจากความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างซึ่งเป็นความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงไม่เกินห้าปี จึงลงโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ และข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้นมีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำไม่ถึงห้าปี ศาลไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานก่อนจะพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายซึ่งประกอบอาชีพค้าขายทองคำและเป็นผู้จัดการร้าน มีหน้าที่ขายทองคำของผู้เสียหายให้แก่ลูกค้า และยังมีหน้าที่รับจำนำทองคำของลูกค้าด้วย เมื่อระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2551 จำเลยกระทำความผิดโดยใช้กลอุบายนำสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายที่จำเลยมีหน้าที่ขายให้แก่ลูกค้าดังกล่าวไปบอกแก่พนักงานเก็บเงินในร้านของผู้เสียหายว่าเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำแก่ทางร้าน เมื่อพนักงานเก็บเงินส่งมอบเงินซึ่งเป็นของผู้เสียหายที่จะต้องนำไปมอบให้แก่ลูกค้าที่นำทรัพย์มาจำนำตามที่จำเลยอ้างมา จำเลยก็รับเอาเงินดังกล่าวไปเป็นของตนโดยทุจริต ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำรับสารภาพของจำเลยแล้ว โดยไม่ได้รับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อจำเลยบอกพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายว่า สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำไม่ตรงตามความเป็นจริงแล้วเอาเงินของผู้เสียหายไป จึงมิใช่เอาเงินของผู้เสียหายไปโดยพลการโดยทุจริต หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานเก็บเงินของผู้เสียหายด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าสร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือทองคำ แหวนทองคำ และแหวนพลอยของผู้เสียหายเป็นของลูกค้าที่นำมาจำนำ การที่จำเลยได้เงินของผู้เสียหายไปจึงเกิดจากการที่พนักงานเก็บเงินซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายหลงเชื่อการหลอกลวงของจำเลย การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ถึงข้อ 69 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16889/2555 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์ นางสาวสุจิต ทองตรัง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการจังหวัดพัทยา · จำเลย - นางสาวสุจิต ทองตรัง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อภิรัตน์ ลัดพลี · ธงชัย เสนามนตรี · พศวัจณ์ กนกนาก
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพัทยา - นายมานิตย์ ธนะกิจรุ่งเรือง · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธีรยุทธ ศุภะกลิน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.3168/2555

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 481/2526ฎีกา 1331/2479ฎีกา 597/2485ฎีกา 915/2566ฎีกา 3650/2527ฎีกา 2303/2518ฎีกา 1567/2535ฎีกา 599/2532ฎีกา 4046/2536ฎีกา 913/2538ฎีกา 7364/2538ฎีกา 6196/2534ฎีกา 164/2553ฎีกา 3081/2527ฎีกา 4225/2559ฎีกา 1250/2520ฎีกา 4009/2566ฎีกา 1368/2509ฎีกา 8496/2558ฎีกา 848/2545ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2766/2546ฎีกา 6863/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา