⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3038/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เผาไม้สักแปรรูปซึ่งเป็นของกลางที่ถูกยึดไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญา ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 ประกอบมาตรา 80.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของไม้สักแปรรูป 166 แผ่น อันเป็นไม้หวงห้ามไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในวันเกิดเหตุ เจ้าพนักงานได้ยึดไม้สักแปรรูปดังกล่าวของจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง 108 แผ่น นำกลับไปที่หน่วยแล้วตีตรายึดไว้ทุกแผ่น จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจุดไปเผาไม้สักแปรรูป 6 แผ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เหลือจากการยึด ในวันรุ่งขึ้นพนักงานสอบสวนจึงยึดไม้ที่เหลือจากการถูกเผาอีก 52 แผ่น เช่นนี้ ไม้สักแปรรูป 6 แผ่นที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันเผายังไม่ใช่เป็นไม้ที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐาน จำเลยทั้งสี่ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 142 ประกอบด้วยมาตรา 80.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.142

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไม้สักแปรรูป ๑๖๖ แผ่น อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานป่าไม้ในขณะกำลังเข้าจับกุมจำเลยทั้งสี่อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานป่าไม้ซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่โดยมีมีดเป็นอาวุธขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และร่วมกันทำลายไม้สักแปรรูป ๕๘ แผ่นอันเป็นส่วนหนึ่งของไม้ที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไว้ในความครอบครองและถูกผู้เสียหายกับพวกจับกุมและยึดไว้ เพื่อเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสี่ โดยการใช้น้ำมันราดไม้แล้วจุดไฟเผา เป็นเหตุให้ไม้จำนวนดังกล่าวติดไฟลุกไหม้เสียหาย วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานยึดได้ไม้สักแปรรูป ๑๐๘ แผ่น อันเป็นส่วนหนึ่งที่จำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันมีไว้ในครอบครองวันรุ่งขึ้น เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสี่ได้ ยึดได้ไฟแช็ก ๑ อัน ไม้สักแปรรูปที่ถูกจำเลยทั้งสี่กับพวกร่วมกันจุดเผาไหม้ดังกล่าวอีก ๖ แผ่น กับไม้สักแปรรูปที่ยังไม่ถูกเผาไหม้อีก ๕๒ แผ่นอันเป็นส่วนหนึ่งของไม้สักแปรรูปที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีไว้ในความครอบครองเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖, ๑๓๘, ๑๔๒, ๘๓ ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘, ๗๐, ๗๓, ๗๔, ๗๔ จัตวา ที่แก้ไขแล้ว ริบของกลางทั้งหมดและขอให้สั่งจ่ายสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘, ๑๔๒, ๘๓, ๘๐ ที่แก้ไขแล้ว พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๔๘, ๗๐, ๗๓, ๗๔, ๗๔ จัตวา ที่แก้ไขแล้ว ให้เรียงกระทงลงโทษ จำเลยที่ ๓ อายุไม่เกิน ๑๗ ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๕ ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่จำคุก ๖ เดือน ฐานพยายามทำลายทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานได้ยึดเพื่อเป็นพยานหลักฐานจำคุก ๘ เดือน และฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่รับอนุญาต จำคุก ๑ ปี ส่วนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกคนละ ๑ ปี ฐานพยายามทำลายทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานได้ยึดเพื่อเป็นพยานหลักฐานจำคุกคนละ ๑ ปี ๔ เดือน และฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต จำคุกคนละ ๒ ปี เฉพาะจำเลยที่ ๑ มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ อีกกระทงหนึ่งจำคุก ๖ เดือน จึงเป็นโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ ๑ ทั้งสิ้น ๔ ปี ๑๐ เดือนจำเลยที่ ๒ ที่ ๔ จำคุกคนละ ๔ ปี ๔ เดือน จำเลยที่ ๓ ให้จำคุกมีกำหนด ๒ ปี ๒ เดือน ให้ริบของกลางทั้งหมด สำหรับคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ให้ยกฟ้องของโจทก์ ส่วนสำหรับจำเลยที่ ๒ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานนี้มีกำหนด ๑ ปี ๔ เดือน ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ความผิดฐานทำลายไม้สักแปรรูปของกลางบางส่วนอันเจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐาน ให้ยกฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยทุกคนเมื่อรวมความผิดทุกกระทงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้แก้ไขดังกล่าวกับโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดโดยศาลอุทธรณ์มิได้แก้ไขแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ ๑ รวม ๑ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ รวม ๒ ปี ๔ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๔ รวม ๑ ปี ให้คืนไฟแช็กของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทุกคนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่มิได้ฎีกาคัดค้านข้อที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขกำหนดโทษ สำหรับจำเลยที่ ๒ ในข้อหามีไม้สักแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๘ เฉพาะจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๖ อีกกระทงหนึ่งและเฉพาะจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดฐานพยายามทำลายทรัพย์สินอันเจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐาน จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ร่วมกับจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่รับอนุญาต และจำเลยที่ ๓ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษมาหรือไม่ แล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ไม้สักแปรรูปตามฟ้องเป็นของจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๒ กระทำความผิดฐานมีไม้สักแปรรูปไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับความผิดฐานพยายามทำลายทรัพย์สินคือไม้ของกลางที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานนั้นเห็นว่า แม้ผู้เสียหายกับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีเจตนายึดไม้ของกลางดังกล่าว แต่ก็ปรากฏชัดว่าเจ้าพนักงานยังไม่ได้ยึดไม้ของกลางดังกล่าวในขณะเกิดเหตุเลย วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานป่าไม้ได้ยึดไม้ของกลางไป ๑๐๘ แผ่น นำกลับไปที่หน่วย แล้วตีตรายึดไว้ทุกแผ่น ส่วนไม้ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันจุดไฟเผาเป็นส่วนหนึ่งของไม้ที่เหลือจากการยึดในวันเกิดเหตุการจุดไฟเผาเกิดขึ้นในวันเกิดเหตุขณะยังไม่มีการยึดไม้ที่เหลือจำนวนนี้พนักงานสอบสวนเพิ่งยึดไม้ที่เหลือจำนวนนี้ในวันรุ่งขึ้นจากวันเกิดเหตุ ดังนั้น ไม้ที่ถูกเผาจึงมิใช่เป็นไม้ที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานดังที่โจทก์ฟ้อง ไม่อาจลงโทษจำเลยทุกคนในข้อหาฐานนี้ได้ ส่วนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่นั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๓ ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำความผิดในฐานนี้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3038/2530 พนักงานอัยการ จังหวัดกำแพงเพชร โจทก์ นายลำใย หรือใย หลวงปวน กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัดกำแพงเพชร · จำเลย - นายลำใย หรือใย หลวงปวน กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สาระ เสาวมล
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกำแพงเพชร - นายวิบูลย์ มีอาสา · ศาลอุทธรณ์ - นายพรชัย สมรรถเวช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1866/2553ฎีกา 3307/2531ฎีกา 5840/2544ฎีกา 2848/2527ฎีกา 959/2531ฎีกา 958/2518ฎีกา 4521/2539ฎีกา 6252/2531ฎีกา 129/2544ฎีกา 2246/2520ฎีกา 2283/2516ฎีกา 187/2507ฎีกา 1560/2529ฎีกา 3172/2526ฎีกา 2499/2543ฎีกา 1851/2557ฎีกา 180/2554ฎีกา 3461/2535ฎีกา 593/2510ฎีกา 1672/2569ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 1906/2520ฎีกา 2015/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา