⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4036/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4036/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีก่อนย่อมผูกพันคู่ความในคดีนั้น และศาลสามารถนำข้อเท็จจริงในสำนวนคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ได้ หากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญในการวินิจฉัยอำนาจฟ้อง.

ย่อคำพิพากษา

ในชั้นไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา โจทก์และจำเลยต่างระบุสำนวนคดีที่เคยฟ้องร้องกันมาก่อนเป็นพยาน และจำเลยขอให้ศาลนำคดีดังกล่าวมารวมกับคดีนี้เพื่อประกอบการซักค้าน โจทก์เบิกความยอมรับว่าเคยฟ้องเรียกทรัพย์พิพาทจากจำเลยตามคดีนั้น ทั้งศาลชั้นต้นได้นำสำนวนคดีดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัย ดังนี้ สำนวนคดีนั้นได้เข้าสู่สำนวนคดีนี้ตั้งแต่ชั้นไต่สวนคำร้องขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาแล้ว ศาลจึงชอบที่จะหยิบยกเอาข้อเท็จจริงในสำนวนคดีดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ได้ ไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานนอกสำนวน คดีก่อนโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์พิพาทคืนจากจำเลยโดยอ้างเหตุว่าฝากไว้กับจำเลยเป็นการชั่วคราว ศาลฎีกาฟังว่าโจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยเนื่องในการสมรส ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาย่อมผูกพันโจทก์จำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนนั้น โจทก์จึงฟ้องขอถอน คืนการให้เพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 535(4) เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลจึงชอบที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องชี้สองสถานและสืบพยานต่อไป.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.24 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.104 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.535

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสองสำนวนนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งให้รวมการพิจารณา โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยเป็นบุตรของโจทก์กับ จ.ครั้น จ. ถึงแก่กรรม โจทก์ได้สมรสใหม่กับ ล. และยกที่ดินรวม 6โฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้จำเลยโดยเสน่หา ต่อมาโจทก์ยากไร้จำเลยไม่ยอมอุปการะ หมิ่นประมาทโจทก์ ทำให้เสียชื่อเสียง ไม่ยอมให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเลี้ยงชีวิต ขอให้ศาลพิพากษาถอนคืนการให้ ระหว่างไต่สวนคำร้องของโจทก์ที่ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา โจทก์ได้มรณะเด็กขาย ส. โดย ล. มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ซึ่งเป็นทายาทของผู้มรณะ ขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เคยฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523 คดีถึงที่สุดโดยศาลฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยเนื้องในการสมรสย่อมผูกพันคู่ความคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ คดีไม่มีมูลจะฟ้องร้อง ให้ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาเสียภายใน 15 วัน โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองสำนวน หากโจทก์ยังติดใจดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน โจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรับฟ้องของโจทก์ทั้งสองสำนวน จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์มีฐานะดี ไม่เป็นคนยากไร้จำเลยไม่เคยประพฤติเนรคุณ โจทก์ให้ทรัพย์พิพาทในการสมรส โจทก์เคยฟ้องเรียกคืนจากจำเลยครั้งหนึ่งแล้ว คดีถึงที่สุดว่าเป็นการให้ในการสมรส คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันโจทก์ โจทก์ฟ้องขอถอนคืนการให้ไม่ได้ ศาลชั้นต้นให้งดชี้สองสถาน และพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน โจทก์ทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในสำนวนแรก และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในสำนวนหลัง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ โจทก์ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อแรกว่า ที่ศาลยกข้อเท็จจริงตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523ของศาลชั้นต้นมาวินิจฉัยในคดีนี้ เป็นการนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานนอกสำนวนมาวินิจฉัย ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในชั้นไต่สวนคำร้องของโจทก์ที่ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถา โจทก์และจำเลยต่างก็ยื่นบัญชีพยานระบุอ้างสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523 ของศาลชั้นต้นเป็นพยาน และจำเลยยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นนำสำนวนคดีดังกล่าวมารวมกับคดีสองสำนวนนี้ เพื่อประกอบการซักค้านพยานโจทก์ซึ่งโจทก์เบิกความรับว่า เคยฟ้องเรียกทรัพย์พิพาทในคดีสองสำนวนนี้จากจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ตามคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523 ของศาลชั้นต้น ในชั้นไต่สวนคำร้องของโจทก์ที่ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นได้นำสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523 ของศาลชั้นต้นมาประกอบการวินิจฉัยว่า คำพิพากษาคดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยกทรัพย์พิพาทในคดีสองสำนวนนี้ให้จำเลยเนื่องในการสมรสแล้ว โจทก์จะฟ้องขอถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(4) คดีของโจทก์จึงไม่มีมูลที่จะฟ้องร้อง จึงเห็นได้ว่า สำนวนคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523 ของศาลชั้นต้น ได้เข้ามาสู่สำนวนคดีนี้ตั้งแต่ชั้นไต่สวนคำร้องของโจทก์ที่ขอฟ้องคดีอย่างคนอนาถาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยพยานหลักฐานแล้ว ศาลชอบที่จะหยิบยกข้อเท็จจริงในสำนวนคดีดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยคดีนี้ในชั้นพิจารณาได้ หาใช่เป็นการฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานนอกสำนวนดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์และจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 16884/2523 ของศาลชั้นต้น มีผลผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 หรือไม่ เมื่อคำพิพากษาดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ ศาลชอบที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย โดยไม่จำต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีกได้หรือไม่ นั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยต่างเป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523 ของศาลชั้นต้น คดีดังกล่าวโจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์พิพาทในคดีสองสำนวนนี้คืนจากจำเลย โดยอ้างเหตุว่าได้ฝากทรัพย์พิพาทไว้กับจำเลยเป็นการชั่วคราว จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์โอนทรัพย์พิพาทให้จำเลยเนื่องในการสมรสแม้คดีดังกล่าวศาลจะกำหนดประเด็นว่า การที่โจทก์โอนที่ดินเป็นชื่อจำเลยพร้อมทั้งมอบทรัพย์สินให้นั้น เป็นการฝากให้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองแทนชั่วคราวจนกว่าโจทก์จะพ้นจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์จริงหรือไม่ ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ประเด็นข้อนี้ศาลต้องวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นดังที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องหรือเป็นการโอนทรัพย์พิพาทให้จำเลยเนื่องในการสมรสตามที่จำเลยให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทนั้นเอง ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีดังกล่าวโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยเนื่องในการสมรสจึงตรงตามประเด็นข้อพิพาท เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด โดยศาลฎีกาฟังว่าโจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยเนื่องในการสมรสคำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 แม้โจทก์จะฟ้องคดีสองสำนวนนี้โดยอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ว่า โจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยโดยเสน่หา และเรียกถอนคืนการให้เพราะเหตุจำเลยประพฤติเนรคุณซึ่งจำเลยคงให้การต่อสู้ว่า โจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยเนื่องในการสมรส เมื่อคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 16884/2523 ของศาลชั้นต้นถึงที่สุด โดยศาลฎีกาฟังว่า โจทก์ยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยเนื่องในการสมรสคดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวซึ่งมีผลผูกพันโจทก์ ว่าโจทก์ยกทรัพย์พิพาทสองสำนวนนี้ให้จำเลยเนื่องในการสมรส ดังนั้น โจทก์จึงฟ้องขอถอนคืนการให้ทรัพย์พิพาทเพราะเหตุเนรคุณไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 535(4) เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีสองสำนวนนี้ ศาลก็ชอบที่จำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยไม่จำต้องดำเนินการชี้สองสถานและสืบพยานโจทก์จำเลยต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในสำนวนหลังให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษายืนในสำนวนแรก ส่วนสำนวนหลังพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4036/2530 นาย ตุ๋ย เหล่าสุนทร ฯ โจทก์ นาย ปิยะ เหล่าสุนทร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ตุ๋ย เหล่าสุนทร ฯ · จำเลย - นาย ปิยะ เหล่าสุนทร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพจิตร วิเศษโกสิน · ไพรัช วงศ์วัฒนะ · สมบูรณ์ ฤกษ์สำราญ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 4359/2540ฎีกา 2307/2518ฎีกา 2651/2543ฎีกา 2732/2534ฎีกา 2057/2529ฎีกา 3219/2534ฎีกา 149/2526ฎีกา 4549/2540ฎีกา 3589/2525ฎีกา 2345/2540ฎีกา 62/2539ฎีกา 6868/2541ฎีกา 560/2529ฎีกา 1592/2521ฎีกา 3190/2530ฎีกา 4470/2543ฎีกา 4564/2543ฎีกา 3005/2541ฎีกา 1166/2491ฎีกา 310/2534ฎีกา 958/2552ฎีกา 2002/2511ฎีกา 497/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ