⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4824/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา มาตรา 180 จะมีความผิดต่อเมื่อข้อเท็จจริงที่นำสืบนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงชื่อมอบให้จำเลยซื้อที่ดินของ ด. แทนโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์และลงวันที่ย้อนหลัง แล้วนำไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานและนำสืบในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทระหว่าง จำเลยกับ ว. เพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยจัดการเกี่ยวกับที่ดินแปลงอื่นมิใช่มอบให้จัดการซื้อที่ดินของ ด. ดังนี้ เป็นการปลอมหนังสือมอบอำนาจขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีแพ่ง โดยเจตนาให้ศาลหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง หากจำเลยจะมีความผิดเนื่องจากการกระทำดังกล่าวของจำเลย จำเลยก็จะมีความผิดเฉพาะฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 อันเป็นเจตนาที่แท้จริงของจำเลยเท่านั้น จำเลยหามีความผิดตามมาตรา 264 และ 268 ไม่เพราะไม่ปรากฏว่าข้อความที่จำเลยปลอมขึ้นในหนังสือมอบอำนาจได้ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่ประการใด ประเด็นสำคัญในคดีแพ่งมีว่า โจทก์สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยไปวางมัดจำและชำระราคาที่ดินบางส่วนในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินของ ด. แทนโจทก์แต่จำเลยรับโอนที่ดินนั้นใส่ชื่อตนเองจริงหรือไม่ ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยจะไม่ส่งอ้างหนังสือมอบอำนาจนี้ก็ได้ เพราะเป็นการมอบอำนาจให้จัดการเกี่ยวกับที่ดินต่างแปลงกัน การที่จำเลยนำสืบถึงเอกสารหนังสือมอบอำนาจนี้จึงไม่เป็นการนำสืบพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดี จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยนำไปว่างมัดจำและชำระค่าที่ดินของ ด. มิใช่จ่ายเช็คชำระหนี้ให้จำเลยการที่จำเลยเบิกความว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็คดังกล่าวชำระหนี้ให้จำเลย จึงเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่ง อันเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดีจำเลยจึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.177 ประมวลกฎหมายอาญา ม.180 ประมวลกฎหมายอาญา ม.264 ประมวลกฎหมายอาญา ม.268

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗, ๑๘๐, ๒๖๔, ๒๖๘ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ วรรคสอง, ๒๖๘, ๑๘๐ วรรคแรก ลงโทษตามมาตรา ๑๘๐ วรรคแรก จำคุก ๒ ปี และผิดตามมาตรา ๑๗๗ วรรคแรก จำคุก ๒ ปี รวมจำคุก ๔ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เชื่อได้ว่าโจทก์ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๓ มอบให้จำเลยไปเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๗ โดยมิได้กรอกข้อความเพื่อให้จำเลยนำไปกรอกข้อความจัดการซื้อที่ดินของหลวงดิฐการภักดีแทนโจทก์ แต่จำเลยกลับนำไปกรอกข้อความโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์และลงวันที่ที่มอบอำนาจย้อนหลังดังกล่าวแล้ว แล้วนำไปอ้างเป็นพยานหลักฐานและนำสืบในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๒ ของศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลหลงเชื่อว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยจัดการเกี่ยวกับที่ดินที่ซอยศาสนา มิใช่มอบให้จัดการซื้อที่ดินของหลวงดิฐการภักดี เมื่อหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๓ อยู่ในความครอบครองของจำเลยตลอดมาจนกระทั่งนำมาอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล ได้มีการกรอกข้อความขึ้นโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ และนำไปอ้างเป็นพยานหลักบานในการพิจารณาคดี จึงมีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารหนังสือมอบอำนาจนั้นขึ้นและได้ใช้นำสืบเป็นพยานหลักฐานในคดีตามฟ้อง แต่จำเลยจะมีความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ และ ๒๖๘ หรือไม่นั้น เห็นว่าตามฟ้องของโจทก์และทางพิจารณาปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า จำเลยปลอมเอกสารหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.๓ ขึ้นก็เพื่อนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานต่อศาลแพ่งในคดีดังกล่าวโดยเจตนาให้ศาลแพ่งหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง และจำเลยได้ใช้เอกสารนี้ตามเจตนาดังกล่าวของจำเลยแล้ว ดังนั้นหากจำเลยจะมีความผิดเนื่องจากการกระทำดังกล่าวของจำเลย จำเลยก็จะมีความผิดเฉพาะฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา ๑๘๐ อันเป็นเจตนาที่แท้จริงของจำเลยเท่านั้น จำเลยหามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ และ ๒๖๘ ดังที่โจทก์ฟ้องไม่ ทั้งนี้เพราะตามฟ้องของโจทก์และตามทางพิจารณาไม่ปรากฏเลยว่าข้อความที่จำเลยปลอมขึ้นในหนังสือมอบอำนาจ ดังกล่าวนั้น ได้ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์แต่ประการใดเลย กล่าวคือโจทก์มิได้เสียหายเกี่ยวกับที่ดินที่ตั้งอยู่ที่ซอยศาสนา อย่างไรก็ตามการกระทำของจำเลยดังกล่าวจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ หรือไม่นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๒ ของศาลแพ่งนั้นมีประเด็นสำคัญว่า โจทก์สั่งจ่ายเช็คให้จำเลยไปวางมัดจำและชำระราคาที่ดินบางส่วนในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๙๗๕ แขวงคลองจั่น แทนโจทก์ แต่จำเลยรับโอนที่ดินนั้นใส่ชื่อตนเองจริงหรือไม่ ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวเลย จำเลยจะไม่ส่งอ้างหนังสือมอบอำนาจนี้เลยก็ได้ เพราะหนังสือมอบอำนาจนี้เป็นการมอบอำนาจให้จัดการเกี่ยวกับที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ซอยศาสนา แขวงสามเสนใน ซึ่งเป็นที่ดินต่างแปลงกัน ดังนั้นการที่จำเลยนำสืบถึงเอกสารหนังสือมอบอำนาจนี้ จึงไม่ถือว่าเป็นการนำสืบพยานหลักฐานในข้อสำคัญในคดีนั้น จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘๐ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานเบิกความเท็จนั้น จำเลยเบิกความต่อศาลแพ่งในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๕๔๐๓/๒๕๒๒ ของศาลแพ่ง เป็นใจความว่าโจทก์เป็นหนี้จำเลยอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๑๗ โจทก์สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ชำระหนี้ให้จำเลย โดยจำเลยบอกโจทก์ว่าจะเอาเงินนั้นไปซื้อที่ดินของหลวงดิฐการภักดี แต่โจทก์เข้าใจผิดเขียนเช็คสั่งจ่ายให้คุณหญิงดิฐการภักดี ต่อมาเดือนสิงหาคม ๒๕๑๗ จำเลยทวงเงินจากโจทก์เพื่อนำไปชำระค่าที่ดินดังกล่าวอีก โจทก์ก็ได้สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ชำระหนี้ให้จำเลยโดยโจทก์ทราบดีว่าจำเลยซื้อที่ดินของหลวงดิฐการภักดีเป็นส่วนตัว โจทก์มิได้มอบอำนาจให้จำเลยไปซื้อที่ดินดังกล่าว หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย ล.๒๕ (หรือเอกสารหมาย จ.๓ ในคดีนี้) เป็นการมอบอำนาจให้จัดการเกี่ยวกับที่ดินที่ซอยศาสนา โดยโจทก์ได้กรอกข้อความในหนังสือมอบอำนาจนั้นครบถ้วนแล้ว ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์สั่งจ่ายเช็ค ๒ ฉบับนั้นให้จำเลยนำไปวางมัดจำและชำระค่าที่ดินของหลวงดิฐการภักดี มิใช่จ่ายเช็คชำระหนี้ให้จำเลยการที่จำเลยเบิกความดังกล่าวจึงเป็นการเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาลแพ่งในคดีดังกล่าวนั้น อันเป็นประเด็นข้อสำคัญในคดี จำเลยจึงมีความผิดฐานเบิกความเท็จตามฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๗๗ วรรคแรก ให้จำคุก ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4824/2530 นายวิรัช ธีรภากร โจทก์ นางกระจ่างจิตต์ อัจฉริยกุล ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายวิรัช ธีรภากร · ล. - นางกระจ่างจิตต์ อัจฉริยกุล
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สมศักดิ์ เกิดลาภผล · สุนทร จันทรศักดิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายอนันต์ ยินดีผล · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชิต บุญถนอม
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 415/2469ฎีกา 90/2468ฎีกา 2639-2641/2517ฎีกา 2918/2522ฎีกา 98/2537ฎีกา 725/2567ฎีกา 414/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 4784/2529ฎีกา 3014/2531ฎีกา 730/2516ฎีกา 3935/2550ฎีกา 22/2466ฎีกา 3584/2524ฎีกา 2907/2526ฎีกา 468/2566ฎีกา 18211/2555ฎีกา 3911/2568ฎีกา 4225/2559ฎีกา 374/2537ฎีกา 4048/2528ฎีกา 1998/2553ฎีกา 2766/2546ฎีกา 7362/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา