⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 64/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่จำเลยให้สัตยาบันแก่คำให้การที่ยื่นโดยผู้ไม่มีอำนาจ ทำให้จำเลยมีสิทธินำสืบพยานไปตามคำให้การนั้นได้ 2. ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับบัญชีระบุพยานที่ยื่นฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ถือเป็นการใช้ดุลพินิจของศาล

ย่อคำพิพากษา

แม้ อ. ประธานกรรมการบริษัทจำเลยแต่ผู้เดียวทำหนังสือมอบอำนาจให้ ว. กรรมการบริหารมีอำนาจกระทำการแทนจำเลยอันเป็นการไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยก็ตาม แต่หลังจาก ว. ได้ยื่นคำให้การต่อศาลแล้ว จำเลยก็ทำหนังสือมอบอำนาจใหม่ให้ ฉ.เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโดยอ.และว. ลงชื่อถูกต้องตามข้อบังคับของจำเลยเช่นนี้ การที่ ฉ. ดำเนินคดีต่อมาโดยนำสืบพยานไปตามคำให้การที่ ว. ต่อสู้คดีไว้ ถือได้ว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันยอมรับคำให้การดังกล่าวจึงมีสิทธินำสืบพยานไปตามคำให้การนั้นได้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับบัญชีระบุพยานของจำเลยว่า'รับ 5 อันดับ' แสดงว่าได้ใช้ดุลพินิจสั่งรับบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมแล้ว.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.47 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.66 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.141 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างประจำ ต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ จำเลยให้การว่าโจทก์หยุดงานโดยไม่มีสาเหตุและไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์ขาดงานเกินกว่า 3 วัน ติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พิพากษายกฟ้อง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์โจทก์เฉพาะข้อ 2.2 อุทธรณ์ข้อ 2.1 และข้อ 3 มีคำสั่งไม่รับ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับอุทธรณ์โจทก์ข้อ 2.1 ด้วย ส่วนข้อ 3 ไม่รับ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า 'ที่โจทก์อุทธรณ์...ว่า หนังสือมอบอำนาจของบริษัทจำเลยที่มอบอำนาจให้คุณหญิงวรรณีวิทยะสิรินันท์ มีอำนาจทำการแทนจำเลยได้ลงลายมือชื่อนายอุดมวิทยะสิรินันท์ ประธานกรรมการเพียงคนเดียวไม่มีกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนลงลายมือชื่อร่วมด้วยจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับของจำเลย คำให้การของจำเลยที่กระทำไปโดยคุณหญิงวรรณี วิทยะสิรินันท์จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบจำเลยไม่มีสิทธิที่จะนำสืบพยานไปตามคำให้การดังกล่าวได้นั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจฉบับที่นายอุดม วิทยะสิรินันท์ ประธานกรรมการบริษัทจำเลยที่มอบอำนาจให้คุณหญิงวรรณี วิทยะสิรินันท์ กรรมการบริหารมีอำนาจกระทำการแทนได้จะไม่มีกรรมการอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมด้วยอันเป็นการไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยก็ตาม แต่การที่คุณหญิงวรรณี วิทยะสิรินันท์ ได้ยื่นคำให้การไว้แล้วต่อมาบริษัทจำเลยได้ทำหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 16มิถุนายน 2529 มอบอำนาจให้ร้อยตำรวจโทเฉิดโฉม จันทรเวคิน เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโดยมีคุณหญิงวรรณี วิทยะสิรินันท์ กรรมการบริหารลงลายมือชื่อร่วมกับนายอุดม วิทยะสิรินันท์ ประธานกรรมการถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทจำเลยและผู้รับมอบอำนาจได้ดำเนินคดีต่อมาโดยนำสืบพยานไปตามคำให้การที่คุณหญิงวรรณีวิทยะสิรินันท์ ต่อสู้คดีไว้ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันยอมรับคำให้การดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงมีสิทธินำสืบพยานไปตามคำให้การนั้นได้โดยชอบ ที่โจทก์อุทธรณ์...ว่าจำเลยไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลแรงงานกลางก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 3 วัน อันเป็นการขัดต่อกฎหมายวิธีพิจารณา พยานที่จำเลยนำสืบจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้นั้น พิเคราะห์แล้วได้ความว่า เมื่อศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทนี้แล้ว ได้กำหนดให้โจทก์นำสืบก่อนแล้วให้จำเลยสืบแก้และกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 มิถุนายน 2529 เวลา 9 นาฬิกา เฉพาะโจทก์เท่านั้นที่ยื่นบัญชีระบุพยาน จำเลยหาได้ยื่นบัญชีระบุพยานไม่ ครั้นถึงวันนัดดังกล่าว โจทก์ได้นำพยานเข้าสืบเสร็จในวันนั้นแล้วศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 14 กรกฎาคม 2529 เวลา 9 นาฬิกาต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2529 จำเลยได้ยื่นบัญชีระบุพยานรวม 5อันดับ เป็นพยานบุคคล 2 อันดับ ที่เหลือเป็นพยานเอกสาร โดยเฉพาะพยานอันดับที่ 3 ซึ่งเป็นพยานเอกสารนั้น จำเลยเคยแนบสำเนาที่เป็นภาพถ่ายไว้ท้ายคำให้การแล้ว ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า'รับ 5 อันดับ' ซึ่งต่อมาจำเลยได้นำสืบพยานไปตามบัญชีระบุพยานดังกล่าวศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งเกี่ยวกับบัญชีระบุพยานของจำเลยว่า 'รับ 5 อันดับ' นั้น แสดงว่าศาลแรงงานกลางได้ใช้ดุลพินิจสั่งรับบัญชีระบุพยานของจำเลยที่ยื่นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เพราะเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องนำสืบพยานหลักฐานของจำเลยอันสำคัญซึ่งเกี่ยวกับประเด็นข้อสำคัญในคดี ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 31 แล้วต้องถือว่าจำเลยได้ยื่นบัญชีระบุพยานโดยชอบและศาลแรงงานกลางมีอำนาจที่จะรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวของจำเลยได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน'. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64/2530 นาง สุจารี วิรยศิริ โจทก์ บริษัท ธานินทร์ คอนเดนเซอร์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สุจารี วิรยศิริ · จำเลย - บริษัท ธานินทร์ คอนเดนเซอร์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จุนท์ จันทรวงศ์ · จำนง นิยมวิภาต
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 2307/2518ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 2732/2534ฎีกา 1968/2533ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 698/2537ฎีกา 5086/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2752/2537ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7937/2538ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1234/2508ฎีกา 3329/2550ฎีกา 15617/2558ฎีกา 3801/2565ฎีกา 7339/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ