⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 702/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของลูกจ้างที่เกิดจากการดื่มสุราจนเมาและมีปากเสียงกับผู้บังคับบัญชา แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่สมควร แต่หากไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกาย ก็ไม่ถือเป็นความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ร้ายแรงจนนายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชย

ย่อคำพิพากษา

ขณะที่มีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมจำเลยกับทีมบริษัทอื่นซึ่งจำเลยจัดให้มีขึ้นเป็นกิจกรรมพิเศษนอกเวลาทำงานตามปกติ โจทก์ดื่มสุราจนเมาได้เข้าไปท้าพนันกับ อ.รองประธานกรรมการบริษัทจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ เมื่อทีมจำเลยชนะโจทก์จึงไปทวงสุราจาก อ.และยื้อยุดฉุดมืออ.ที่ประรำพิธีทำให้ อ.นิ้วมือเคล็ด ดังนี้ เป็นเรื่องที่โจทก์มิได้มีเจตนาทำร้ายร่างกาย อ.แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่สมควรก็ตามแต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ห้ามมิให้ทำร้ายต่อผู้บังคับบัญชาจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้โจทก์.(ที่มา-เนติ)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.583

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยดื่มสุราในเวลาทำงาน เลิกจ้างโจทก์โดยไม่จ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งโจทก์ไม่มีความผิด จึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้โจทก์ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยให้การว่า วันเกิดเหตุซึ่งเป็นวันทำงานตามปกติ จำเลยได้จัดกิจกรรมพิเศษระหว่างเวลาทำงาน โดยจัดแข่งขันฟุตบอลที่สนามกีฬาหัวหมากขณะที่กำลังแข่งขัน โจทก์ดื่มสุราเมาครองสติไม่ได้ และได้เข้ายื้อยุดกรรมการของจำเลยผู้หนึ่งจนได้รับบาดเจ็บ เป็นการกระทำฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินตามที่โจทก์ฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 26,520 บาทคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า 'ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่จะเป็นความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 42.1 จะต้องเป็นการทำร้ายผู้บังคับบัญชาโดยเจตนา ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้กระทำความผิดตามข้อบังคับดังกล่าว นั้น พิเคราะห์แล้ว ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย หมวด 10 ว่าด้วยมาตรการโทษทางวินัย ข้อ 42.1 ระบุว่า โทษถูกไล่ออกคือ โดยทุจริตปฏิบัติผิดหน้าที่ของตนหรือกระทำความผิดกฎหมายอาญาต่อบริษัท หรือผู้บังคับบัญชาโดยเจตนา...ฯลฯ...ทำร้ายร่างกายต่อผู้บังคับบัญชาฯลฯ ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาได้ความว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2529 จำเลยได้จัดให้มีกิจกรรมพิเศษโดยแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมจำเลยกับทีมของบริษัทสิทธิผลมอเตอร์จำกัด ระหว่างการแข่งขันดังกล่าวซึ่งอยู่นอกเวลาทำงานตามปกติ โจทก์ดื่มสุราจนเมา ได้เข้าไปท้าพนันกับนายอีนูไก รองประธานกรรมการบริษัทจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ว่า ถ้าทีมของจำเลยชนะ นายอีนูไกจะต้องให้สุราแก่โจทก์ 1 ขวด เมื่อทีมจำเลยชนะ โจทก์จึงไปทวงสุราจากนายอีนูไก และยื้อยุดฉุดมือนายอีนูไก ที่ปะรำพิธี ทำให้นายอีนูไกนิ้วมือเคล็ด ดังนี้เห็นว่าตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว เป็นเรื่องโจทก์มิได้มีเจตนาทำร้ายร่างกายนายอีนูไก แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่สมควรก็ตาม แต่ก็ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้กระทำความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 42.1 ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินบำเหน็จของจำเลยนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้านั้น กรณีจะต้องปรากฏว่าโจทก์ได้กระทำการดังที่ระบุไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แต่ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ยังไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์โดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ส่วนในเรื่องเงินบำเหน็จนั้น ตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินบำเหน็จของจำเลย ได้ระบุเงื่อนไขการจ่ายเงินบำเหน็จไว้ว่า ข้อ 4.1บริษัทจะไม่จ่ายเงินบำเหน็จแก่พนักงานดังนี้ ก. ลาออกไม่ถูกต้องตามระเบียบ ข. ถูกปลดออก และตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวได้ให้นิยามของคำว่า 'ปลดออก' ไว้ว่าหมายถึง บริษัทเลิกจ้างโดยที่พนักงานผู้นั้นกระทำผิดระเบียบของบริษัทฯ ตามข้อ 42 หมวดที่ 10 ของระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของพนักงาน' เมื่อกรณีของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 42.1 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น กรณีจึงมิใช่เป็นการ 'ปลดออก' อันเป็นข้อยกเว้นที่จำเลยจะไม่ต้องจ่ายเงินบำเหน็จตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยเงินบำเหน็จของจำเลยข้อ 4.1 จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์เป็นเงิน 27,560 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่คู่ความแถลงรับกันตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 3 กรกฎาคม2529 อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น' พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 4,420 บาท และเงินบำเหน็จจำนวน 27,560 บาท ให้แก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 702/2530 นาย บุญ ส่ง รอด แก้ว ฯ โจทก์ บริษัท สห พัฒนา ยานยนต์ จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย บุญ ส่ง รอด แก้ว ฯ · จำเลย - บริษัท สห พัฒนา ยานยนต์ จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำนง นิยมวิภาต · จุนท์ จันทรวงศ์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2894/2532ฎีกา 2418/2544ฎีกา 8628/2550ฎีกา 3704/2529ฎีกา 3591/2529ฎีกา 144/2535ฎีกา 6783/2548ฎีกา 1027/2527ฎีกา 897/2547ฎีกา 3049/2540ฎีกา 3431/2542ฎีกา 3539/2536ฎีกา 7420/2537ฎีกา 13894/2555ฎีกา 2799/2526ฎีกา 1352/2542ฎีกา 6791/2544ฎีกา 2364/2533ฎีกา 4042/2542ฎีกา 1254/2546ฎีกา 3365/2533ฎีกา 6075/2549ฎีกา 3880/2531ฎีกา 295/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา