⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 71/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2530

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่มุ่งประสงค์ต่อชีวิต แต่ผู้ถูกกระทำไม่ถึงแก่ความตายเพราะเหตุที่ตนกระทำ ถือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้มีดดาบปลายแหลม ด้ามยาว 23 เซนติเมตร ตัวมีดยาว 52เซนติเมตรและกว้าง 4 เซนติเมตร ฟันผู้เสียหายประมาณ 7-8 ทีมือซ้ายผู้เสียหายถูกฟันเกือบขาด บาดแผลที่แก้มยาวประมาณ5 นิ้ว บาดแผลที่หู 2 แผล (หูฉีกขาดแยกออกจากกัน) อาการสาหัสแพทย์ผ่าตัดฉุกเฉินให้ผู้เสียหายใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จจากลักษณะบาดแผลดังกล่าวแสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายอย่างแรงหลายทีหากผู้เสียหายไม่ยกมือขึ้นปิดป้องคมมีดที่จำเลยฟันมาอย่างแรง คมมีดอาจผ่านกะโหลกศีรษะเข้าไปถึงสมองทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้หรือหากผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงที ผู้เสียหายคงถึงแก่ความตายเนื่องจากผลแห่งการกระทำของจำเลย กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น.(ที่มา-ส่งเสริม)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้มีดดาบเป็นอาวุธฟันทำร้ายนายพิพัฒน์ขาวสอาด ถูกตามบริเวณร่างกายหลายทีโดยเจตนาฆ่า จำเลยได้กระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากแพทย์เยียวยารักษาได้ทัน นายพิพัฒน์จึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 ริบของกลาง จำเลยให้การว่า ใช้มีดดาบเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง แต่กระทำไปโดยบันดาลโทสะ มิได้มีเจตนาฆ่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุก 10 ปี และให้ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า '...ปัญหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นบาดเจ็บสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา297 หรือฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81ดังที่โจทก์ฎีกา พิเคราะห์แล้ว อาวุธที่จำเลยใช้ทำร้ายนั้นเป็นมีดดาบปลายแหลมด้ามไม้ ด้ามยาว 21 เซนติเมตร ตัวมีดยาว 52เซนติเมตร และโต 4 เซนติเมตร ปรากฏตามบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.6 ได้ความจากคำเบิกความของนางอุไร ศิริวงษ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นภรรยาผู้เสียหายและเป็นน้องร่วมสายโลหิตกับจำเลยยืนยันว่า จำเลยฟันผู้เสียหายหลายที ประมาณ 7-8 ที (ตามคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ เอกสารหมาย จ.4) และตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่า ผู้เสียหายถูกทำร้ายร่างกายมือซ้ายถูกฟันเกือบขาดบาดแผลที่แก้มยาวประมาณ 5 นิ้ว บาดแผลที่หู 2 แผล (หูฉีกขาดแยกออกจากกัน) และโจทก์มีนายแพทย์พิพัฒน์ พงศ์รัตนามาน ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรและรักษาบาดแผลของผู้เสียหายมาเป็นพยานเบิกความประกอบว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลหลายแห่ง อาการสาหัสพยานได้ทำการผ่าตัดฉุกเฉินให้แก่ผู้เสียหาย ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงจึงแล้วเสร็จบาดแผลที่ถูกฟันเกือบแขนขาดนั้นตามหลักวิชาการแล้วถ้าโลหิตไหลไม่หยุดและได้รับการปฐมพยาบาลที่ไม่ถูกต้องแล้ว ผู้เสียหายอาจเสียชีวิตได้ บาดแผลที่หูนั้นลึกผ่านหนังศีรษะจนถึงกะโหลกศีรษะซึ่งจะลึกประมาณ 2 มิลลิเมตร ถ้าผ่านกะโหลกศีรษะเข้าไปโดนสมองแล้วอาจทำให้ผู้เสียหายตายได้ ศาลฎีกาเห็นว่า จากลักษณะบาดแผลดังกล่าวแสดงว่าจำเลยฟันผู้เสียหายอย่างแรงหลายที ไม่ใช่ฟันเพียงทีเดียวดังที่จำเลยนำสืบ จากพฤติการณ์ตามที่โจทก์นำสืบมาเชื่อได้ว่า หากนางอุไรภรรยาผู้เสียหายไม่เข้าไปขัดขวางร้องห้ามจำเลยไว้แล้ว จำเลยก็อาจทำร้ายผู้เสียหายจนถึงแก่ความตายได้ หรือหากผู้เสียหายไม่ยกมือขึ้นปิดป้องคมมีดที่จำเลยฟันมาอย่างแรงแล้ว คมมีดอาจผ่านกะโหลกศีรษะเข้าไปโดนสมองทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้ หรือหากผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาพยาบาลจากแพทย์ทันท่วงทีแล้ว ผู้เสียหายคงต้องถึงแก่ความตายเนื่องจากผลแห่งการกระทำของจำเลย กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเพราะการกระทำเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลย แต่การกระทำไม่บรรลุผลสมดังเจตนาของจำเลย เพราะมีผู้เข้าห้ามปรามไว้ทันประกอบกับผู้เสียหายยกมือขึ้นปิดป้องไว้ และแพทย์ได้ทำการรักษาพยาบาลได้ทันท่วงที ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลย จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยมีความผิดเพียงฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ดี ปรากฏว่าหลังเกิดเหตุประมาณ 1 ชั่วโมง จำเลยได้นำมีดดาบของกลางเข้ามอบตัวต่อร้อยตำรวจเอกสงวน คารวุคห์พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ และแจ้งว่าได้ใช้มีดดาบของกลางฟันทำร้ายผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ และมอบมีดดาบให้ยึดไว้เป็นของกลาง ถือได้ว่าจำเลยได้ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานและคำรับของจำเลยต่อเจ้าพนักงานเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ถือได้ว่ามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด7 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาอุทธรณ์'. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2530 พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ โจทก์ นาย ประเสริฐ ศิริวงษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ · จำเลย - นาย ประเสริฐ ศิริวงษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สหัส สิงหวิริยะ · เสวก จันทร์ผ่อง · สุทิน นนทแก้ว
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 1597/2522ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 226/2529ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1162/2508ฎีกา 729/2483ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 1165/2537ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 1189/2537ฎีกา 110/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ