คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1401/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยฝ่ายหนึ่งยอมให้ที่ดินแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ถือว่าเป็นการสมประโยชน์ตามฟ้องแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงถึงเนื้อที่ดินเดิมของแต่ละฝ่าย
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องคดีก็เพื่อต้องการที่ดินในส่วนที่ฝ่ายจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กลับคืน เมื่อโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยฝ่ายจำเลยยอมให้โจทก์ได้รับที่ดินเพิ่มขึ้น 7 ตารางวา และฝ่ายจำเลยเป็นผู้เสียสละที่ดินตามเนื้อที่ดังกล่าวให้โจทก์ ย่อมถือว่าเป็นการสมประโยชน์ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยไม่ต้องคำนึงว่าที่ดินของโจทก์หรือที่ดินของฝ่ายจำเลยจะมีอยู่เดิมเท่าไร แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินฝ่ายจำเลยให้เหลือเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 45 วา ก็เป็นเพียงประมาณการของที่ดินฝ่ายจำเลยไว้เท่านั้น
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีนี้ สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยว่าได้ครอบครองที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาว่าที่พิพาทดังกล่าวเป็นของโจทก์ จำเลยให้การว่าไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ ๑ ต่อมา โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ตกลงกันได้และทำสัญญาประนีประนอมต่อศาลและศาลชั้นต้นได้พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมแล้ว
ระหว่างการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าการรังวัดที่พิพาทมิได้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ คัดค้านว่าเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดถูกต้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ จำเลยไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความและตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๘ ภายใน ๓๐ วัน
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์รับว่า ที่ได้ฟ้องคดีนี้ก็เพื่อต้องการที่ดินในส่วนที่ฝ่ายจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ให้ได้กลับคืน พิเคราะห์สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับฝ่ายจำเลย ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ ที่ฝ่ายจำเลยยอมให้โจทก์ได้รับที่ดินเพิ่มขึ้น ๗ ตารางวา และให้ฝ่ายจำเลยเป็นผู้เสียสละที่ดินตามเนื้อที่ดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว ย่อมถือว่าเป็นการสมประโยชน์ตามที่โจทก์ฟ้อง โดยไม่คำนึงว่าที่ดินของโจทก์หรือที่ดินของฝ่ายจำเลยจะมีที่ดินอยู่เดิมเท่าใด แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินฝ่ายจำเลยให้เหลือเนื้อที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๔๕ วา ก็เป็นเพียงปริมาณการของที่ดินฝ่ายจำเลยไว้เท่านั้นมิฉะนั้นการให้เจ้าพนักงานที่ดินมารังวัดแบ่งแยกที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คงไม่อาจมีขึ้นและไม่อาจยุติได้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ทั้งตามฎีกาของโจทก์ไม่ปรากฏว่าการรังวัดดังกล่าวทำให้จำเลยได้ที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นเนื้อที่เท่าใดหรือไม่ คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความและรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๒๘ จึงชอบแล้ว
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1401/2531
นายหมัด ลามอ โจทก์
นางจันทร์ กีโซ๊ะ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายหมัด ลามอ · จำเลย - นางจันทร์ กีโซ๊ะ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สง่า ศิลปประสิทธิ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ถาวร ตันตราภรณ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายพิทักษ์ คงจันทร์ · ศาลอุทธรณ์ - นายไพฑูรย์ เนติโพธิ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา