⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2623/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2623/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ให้เช่านาที่ได้แจ้งสิทธิการซื้อแก่ผู้เช่านาตามกฎหมายแล้ว หากผู้เช่านาไม่ใช้สิทธิภายในกำหนดเวลา ผู้ให้เช่ามีสิทธิขายที่นาแก่บุคคลอื่นได้ และคณะกรรมการควบคุมการเช่านาตำบลไม่มีอำนาจยับยั้งการขายที่นาของผู้ให้เช่า.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 เพื่อทำนา ต่อมาจำเลยที่ 1ได้แจ้งเป็นหนังสือต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะขายที่ดินพิพาทในราคา160,000 บาท ถ้าโจทก์จะซื้อให้ตอบภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะขายให้บุคคลอื่น โจทก์ไม่ได้ติดต่อขอซื้อจากจำเลยที่ 1 ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิซื้อที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจดทะเบียนการขายต่อเจ้าพนักงานที่ดิน จึงเป็นการปฏิบัติตามความในมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติ ควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้วพระราชบัญญัติ ญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 มิได้ให้อำนาจคณะกรรมการควบคุมการเช่านาตำบลที่จะยับยั้งผู้ให้เช่านาไม่ให้ขายที่นาที่ให้เช่าได้ แม้คณะกรรมการดังกล่าวจะมีมติยับยั้งไม่ให้ผู้ให้เช่าขายที่ดิน ผู้ให้เช่าก็ไม่จำต้องปฏิบัติตาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ม.41

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เป็นผู้เช่านาจากจำเลยที่ 1 ต่อมา จำเลยที่ 1จะขายนาพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์คัดค้านการขายนาแล้ว คณะกรรมการควบคุมการเช่านาอำเภอบางคล้ามีคำสั่งให้โจทก์ฟ้องคดีภายใน 30 วันในระหว่างนั้น จำเลยที่ 1 กลับขายนาให้จำเลยที่ 2 ไป ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ขายนาให้แก่โจทก์ในราคา 64,300 บาท จำเลยทั้งสองให้การว่าก่อนขายนาพิพาทได้เสนอขายให้แก่โจทก์ในราคา 160,000 บาทแล้ว แต่โจทก์มิได้แสดงความจำนงจะซื้อภายในกำหนดเวลา ศาลชั้นต้นงดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้วพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยที่ 1 เคยบอกขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ในราคา 60,000 บาทนั้น คงมีแต่ตัวโจทก์เบิกความกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ เพียงลำพัง ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุนและที่โจทก์นำสืบต่อไปว่า เมื่อโจทก์ไปคัดค้านเนื่องจากจำเลยทั้งสองไปขอทำนิติกรรมและจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดินในวันที่ 15 มิถุนายน 2521 จำเลยทั้งสองแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าจะซื้อขายกันในราคา 64,300 บาท นั้น นอกจากจะมีตัวโจทก์และนายเจือ เพ็ชรอินทร์ ซึ่งรับฟังมาจากโจทก์อีกทอดหนึ่งเบิกความกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ แล้ว ยังปรากฏว่านายอุดร บุญศรีโรจน์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทราสาขาบางคล้า พยานจำเลยซึ่งโจทก์ยอมรับว่าเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้ หาได้รับรองข้อความดังที่โจทก์นำสืบไม่ พยานดังกล่าวคงเบิกความแต่เพียงว่า จำเลยทั้งสองเคยมาติดต่อที่สำนักงานที่ดินจังหวัดฉะเชิงเทรา สาขาบางคล้า แต่เมื่อโจทก์ไปค้านว่าเป็นผู้เช่าทำนาในที่ดินพิพาทอยู่มีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทก่อนพยานจึงให้โจทก์และจำเลยทั้งสองไปตกลงกันที่ที่ว่าการอำเภอก่อนเท่านั้น ส่วนฝ่ายจำเลยนอกจากจะมีตัวจำเลยทั้งสองเบิกความยืนยันว่าได้ซื้อขายที่ดินพิพาทกันในราคา 160,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3หรือ จ.5 และมีนายอุดรเจ้าพนักงานที่ดินผู้รับจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินพิพาท เบิกความรับรองแล้ว คดียังได้ความว่า จำเลยที่ 1รับซื้อฝากที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ พ.ศ. 2511 ในราคา 88,800 บาทตามเอกสาร ล.1 เมื่อเวลาล่วงมาถึง 10 ปี ราคาที่ดินพิพาทย่อมจะต้องสูงขึ้นเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ 1 จะกลับมาขายที่ดินพิพาทในราคาที่ต่ำกว่าราคาซึ่งจำเลยที่ 1 รับซื้อฝากไว้พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักดีกว่าฝ่ายโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้แกล้งบอกขายที่ดินพิพาทในราคาสูงแก่โจทก์ หากแต่ได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา160,000 บาทจริง คงเหลือปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ในการขายที่ดินพิพาทนั้นจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้รับหนังสือตามเอกสารหมาย จ.3 จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่21 กรกฎาคม 2521 แจ้งว่า จำเลยที่ 1 จะขายที่ดินพิพาทในราคา160,000 บาท ถ้าโจทก์จะซื้อให้ตอบภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะขายให้บุคคลอื่น แต่โจทก์มิได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด และคดีได้ความจากพยานหลักฐานของจำเลยอีกว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งสัญญาจะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ให้นายอำเภอบางคล้าทราบตามเอกสารหมาย ล.6 แล้ว ดังนั้นเมื่อต่อมาวันที่ 26 กันยายน 2521ซึ่งพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิซื้อที่ดินพิพาทแล้ว จำเลยที่ 1ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาท และจดทะเบียนการซื้อขายที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดิน การขายที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติตามความในมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านาพ.ศ. 2517 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า คณะกรรมการควบคุมการเช่านาตำบลเสม็ดใต้ได้ประชุมเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2521 มีมติให้ยับยั้งการซื้อขายที่ดินพิพาทไว้1 เดือน เพื่อให้โจทก์ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน แต่ต่อมาเพียง 5 วันคือวันที่ 26 กันยายน 2521 จำเลยทั้งสองก็ทำสัญญาโอนขายที่ดินพิพาทกัน เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. 2517 หาได้มีข้อความระบุให้คณะกรรมการควบคุมการเช่านาตำบลมีอำนาจยับยั้งผู้ให้เช่านาไม่ให้ขายที่นาที่ให้เช่าไม่ แม้คณะกรรมการดังกล่าวจะมีมติยับยั้งไม่ให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 ก็ไม่จำต้องปฏิบัติตาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2623/2531 นาย ชู สิน วิสูตร์ โจทก์ นาย ฟื้น อ้นไชยะ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ชู สิน วิสูตร์ · จำเลย - นาย ฟื้น อ้นไชยะ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2022/2522ฎีกา 216/2532ฎีกา 3612/2532ฎีกา 1799/2530ฎีกา 1488/2528ฎีกา 2612/2521ฎีกา 658/2523ฎีกา 997/2531ฎีกา 51/2522ฎีกา 1746/2526ฎีกา 1403-1404/2530ฎีกา 1580/2524ฎีกา 372/2522ฎีกา 810/2523ฎีกา 94/2524ฎีกา 2650/2529ฎีกา 458/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา