⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2650/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้เช่านาที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ย่อมมีสิทธิซื้อนาพิพาทคืนจากผู้ซื้อรายใหม่ได้ หากผู้ซื้อรายใหม่ไม่ได้แจ้งให้ผู้เช่าทราบก่อนการจดทะเบียนโอน และมติของคณะกรรมการที่เกิดขึ้นภายหลังไม่สามารถลบล้างสิทธิของผู้เช่าได้

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นผู้เช่านาพิพาทจากจำเลยที่ 1 เจ้าของเดิมโจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 มาตรา 41 และเมื่อจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นผู้ซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 ในปี พ.ศ.2522 และไปจดทะเบียนโอนเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2523 โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 ได้นับแต่วันจดทะเบียนโอนดังกล่าว คณะกรรมการควบคุมการเช่านาประจำจังหวัดมีมติเมื่อวันที่15 เมษายน 2524 ให้โจทก์คืนนาแก่จำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าโจทก์ตัดดินในนาพิพาทไปขาย และขอเลิกการเช่ามติของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นมติซึ่งมีในภายหลังที่โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และเป็นเรื่องต่างประเด็นกัน จึงไม่อาจลบล้างสิทธิของโจทก์ได้ ทั้งโจทก์ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาใช้บังคับในภายหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม.57 พระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ.2517 ม.41

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมจำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าของที่นาโฉนดเลขที่ ๖๔๘๘ โจทก์เช่านาจากจำเลยที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ โดยมีสิทธิทำนามีกำหนด ๖ ปี ตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ ต่อมาวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๒๓ จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ขายนาให้จำเลยที่ ๒ ในราคา ๑๙๘,๐๐๐ บาท โดยจำเลยที่ ๑ ไม่แจ้งให้โจทก์ทราบตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔๑ โจทก์มีสิทธิที่จะซื้อนาคืนจากจำเลยที่ ๒ ขอให้จำเลยทั้งสองจัดการโอนโฉนดเลขที่ ๖๔๘๘ ให้แก่โจทก์ และรับเงิน ๑๙๘,๐๐๐ บาท ไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมที่นาพิพาทเป็นของจำเลยที่ ๒ ต่อมาวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ จำเลยที่ ๒ ขายให้จำเลยที่ ๑ และเช่านาพิพาทจากจำเลยที่ ๑ ตลอดมา จนถึง พ.ศ. ๒๕๒๑ จึงให้โจทก์เข้าทำนาแทน แต่ต้องนำค่าเช่ามามอบให้เพื่อจำเลยที่ ๒ นำไปชำระแก่จำเลยที่ ๑ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ จำเลยที่ ๒ ซื้อนาคืนตามข้อตกลง โจทก์ไม่ใช่ผู้เช่านาพิพาทจากจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องแจ้งการขายให้ทราบ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ โอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๘๘ ให้กับโจทก์และรับเงินจำนวน ๑๙๘,๐๐๐ บาทไปจากโจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ยินยอมให้โจทก์เช่านาพิพาทและยอมรับรู้ในการที่จำเลยที่ ๒ เอานาไปให้โจทก์เช่าช่วงด้วยแล้ววินิจฉัยข้อกฎหมายว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้เช่านาพิพาทจากจำเลยที่ ๑ เจ้าของเดิม โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่านา พ.ศ. ๒๕๑๗ มาตรา ๔๑ และเมื่อจำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นผู้ซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ และไปจดทะเบียนโอนปรากฏตามหลักฐานเอกสารหมาย ล.๒ เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๒๓ โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทราบก่อน โจทก์ย่อมมีสิทธิซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ ๒ ได้ ส่วนปัญหาที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่าได้มีมติคณะกรรมการควบคุมการเช่านาเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๔ ให้โจทก์คืนนาทั้งหมดแก่จำเลยที่ ๒ โจทก์ทราบแล้วและขอร้องทำนาที่เหลือ ๕ ไร่ซึ่งจำเลยที่ ๒ ยังไม่ได้ซื้อคืนจากจำเลยที่ ๑ คณะกรรมการควบคุมค่าเช่านาอนุญาต และการที่โจทก์มิได้อุทธรณ์มติคณะกรรมการประจำจังหวัดลพบุรีภายใน ๓๐ วัน หรือฟ้องต่อศาลคัดค้านคำวินิจฉัยดังกล่าวภายใน ๖๐ วันตามมาตรา ๕๗ ของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ โจทก์จึงหมดสิทธิที่จะร้องคัดค้านหรือร้องต่อศาลเพื่อทำลายมติคณะกรรมการเช่านาประจำจังหวัดลพบุรี และขอให้ศาลเพิกถอนการซื้อขายนาพิพาทนั้น เห็นว่าโจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทจากจำเลยทั้งสองได้นับแต่วันจำเลยที่ ๑ ขายนาพิพาทให้จำเลยที่ ๒ เมื่อวันจดทะเบียนโอนวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๒๓ ส่วนมติคณะกรรมการควบคุมการเช่านาประจำจังหวัดลพบุรีเพิ่งจะมีเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๔ ภายหลังสิทธิที่โจทก์จะขอซื้อนาพิพาทเกือบ ๑ ปี และมติคณะกรรมการควบคุมการเช่านาดังกล่าวก็เป็นเรื่องต่างประเด็นกันด้วย กล่าวคือ เมื่อจำเลยที่ ๒ ซื้อนาจากจำเลยที่ ๑ แล้วได้กล่าวหาว่าโจทก์ตักดินในนาพิพาทไปขายจึงขอเลิกการเช่านา ในที่สุดคณะกรรมการควบคุมการเช่านาประจำจังหวัดฟังว่าโจทก์ได้ตักดินไปขายจริงจึงมีมติให้โจทก์คืนนาแก่จำเลยที่ ๒ มติของคณะกรรมการดังกล่าวซึ่งมีขึ้นภายหลังที่โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ ๒ จึงไม่อาจลบล้างสิทธิของโจทก์ได้ ทั้งโจทก์ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรา ๕๗ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๒๔ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกมาให้บังคับในภายหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2650/2529 นางอำนวย บุญประไพ โจทก์ นางสาวสมพ้อง ตันติเวสส กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอำนวย บุญประไพ · จำเลย - นางสาวสมพ้อง ตันติเวสส กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เกิดลาภผล · อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดลพบุรี - นายบุญสม เจริญจิตต์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5640/2540ฎีกา 2698/2541ฎีกา 915/2527ฎีกา 100/2538ฎีกา 2022/2522ฎีกา 216/2532ฎีกา 994/2538ฎีกา 1118/2544ฎีกา 1607/2539ฎีกา 5848/2537ฎีกา 463/2538ฎีกา 3227/2537ฎีกา 2403/2538ฎีกา 4749/2536ฎีกา 3277/2538ฎีกา 3612/2532ฎีกา 2623/2531ฎีกา 4369/2539ฎีกา 5796/2537ฎีกา 3318/2531ฎีกา 5626/2544ฎีกา 1799/2530ฎีกา 3675/2535ฎีกา 1547/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา