⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2841/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2531

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักระหว่างการทำงานไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง โดยเวลาพักต้องอยู่ในระหว่างการทำงาน การทำงานในช่วงเวลาพักถือเป็นเวลาทำงานปกติ ลูกจ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องได้เพียงค่าจ้างตามปกติ.

ย่อคำพิพากษา

ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 6 และข้อ 2 นายจ้างจะต้องให้ลูกจ้างมีเวลาพักในระหว่างการทำงานไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง โดยจะให้มีเวลาพักเป็นหลายครั้งก็ได้ แต่เมื่อรวมเวลาพักแล้วจะต้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง และเวลาพักจะต้องเป็นระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการทำงานด้วย การที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานระหว่างเวลา 8.00 นาฬิกา - 16.00 นาฬิกา และระหว่างเวลา 16.00 นาฬิกา ถึง 24.00 นาฬิกาโดยให้มีเวลาพักกะละครึ่งชั่วโมง จึงเป็นการกำหนดเวลาพักที่ขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว กรณีดังกล่าวแม้ลูกจ้างทำงานในช่วงเวลาพักก็เป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติ หาใช่นอกเวลาทำงานปกติอันจะทำให้ลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาไม่ ลูกจ้างจึงมีสิทธิเรียกร้องได้แต่เพียงค่าจ้างโดยคำนวณเฉลี่ยจากค่าจ้างของแต่ละเดือนเท่านั้น.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.2 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.6 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ม.34

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยให้โจทก์ทำงานโดยมิได้จัดเวลาพักให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยจัดให้โจทก์ทำงานในระหว่างเวลาพักวันละครึ่งชั่วโมงจำเลยจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังสั่งให้โจทก์ทำงานนอกเวลาทำงานปกติโดยไม่จ่ายค่าล่วงเวลาให้ จำเลยไม่เคยให้โจทก์หยุดพักผ่อนประจำปีขอให้จำเลยชำระค่าล่วงเวลาและเงินเพิ่มนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์กับขอให้จำเลยชำระค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ด้วย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยสั่งให้โจทก์ทำงานโดยจัดเวลาพักไม่ถูกต้องและโจทก์ไม่เคยทำงานในระหว่างเวลาพักตามฟ้อง เดิมโจทก์ทำงานเป็นรายวัน ต่อมามีการตกลงจ้างกันเป็นรายเดือนโดยคำนวณค่าจ้างและค่าล่วงเวลารวมกันเป็นเงินเดือนแก่โจทก์แล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าล่วงเวลาและเงินเพิ่มตามฟ้อง โจทก์ทุกคนใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีครบถ้วนแล้วคดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ที่ ๒ ขอถอนคำฟ้องศาลแรงงานกลางอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ ๒ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าล่วงเวลาในส่วนที่ทำงานระหว่างกะ กะละครึ่งชั่วโมง แต่การทำงานหลังเวลา ๒๔ นาฬิกาไปแล้วโจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาโดยคำนวณเฉลี่ยตามที่ได้ทำงานให้จำเลย และยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีด้วย พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าล่วงเวลาและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีแก่โจทก์ที่๑ และโจทก์ที่ ๓ ถึงที่ ๗ พร้อมด้วยดอกเบี้ย คำขออื่นให้ยก โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๓ ถึงที่ ๗ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่มีสิทธิกำหนดเวลาให้โจทก์พักในระหว่างเวลาทำงานเพียง ๓๐ นาทีเพราะขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๖ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ปัญหาข้อนี้มีความตามข้อ ๖ แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยดังกล่าวกำหนดว่า 'ในวันที่มีการทำงาน ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่วโมง หลังจากลูกจ้างได้ทำงานในวันนั้นมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมง นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักน้อยกว่าครั้งละหนึ่งชั่วโมงก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าครั้งละยี่สิบนาทีและเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่วโมง ฯลฯ' และได้มีคำจำกัดความของคำว่า 'เวลาพัก' ในข้อ ๒ แห่งประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับเดียวกันไว้ว่า 'หมายความว่า ระยะเวลาที่กำหนดให้ลูกจ้างหยุดพักระหว่างการทำงาน' ดังนั้น ตามข้อบัญญัติดังกล่าวจึงมีความหมายว่าในวันทำงานของลูกจ้างในแต่ละวันนั้น นายจ้างจะต้องให้ลูกจ้างมีเวลาพักในระหว่างการทำงานนั้นไม่น้อยกว่าวันละ ๑ ชั่วโมง โดยจะตกลงกันให้มีเวลาพักเป็นหลายครั้งก็ได้แต่ในแต่ละครั้งนั้นจะต้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่าครั้งละยี่สิบนาทีและเมื่อรวมเวลาพักดังกล่าวแล้วก็จะต้องเป็นเวลาไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่งโมงและเวลาพักนี้จะต้องเป็นระยะเวลาที่อยู่ในระหว่างการทำงานด้วยนายจ้างจะกำหนดให้มีเวลาพักในระหว่างการทำงานให้น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่วโมงมิได้ ปัญหาข้อนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยให้โจทก์ทำงานระหว่างเวลา ๘.๐๐ นาฬิกา - ๑๖.๐๐ นาฬิกาและระหว่างเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ถึง ๒๔.๐๐ นาฬิกา โดยมีเวลาพักเพียงกะละครึ่งชั่วโมง ดังนั้นการกำหนดเวลาพักของจำเลยจึงขัดต่อประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๖ ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น โจทก์จึงทำงานเกินกว่าเวลาทำงานปกติของแต่ละกะในแต่ละวันเป็นจำนวนวันละครึ่งชั่วโมงแต่ที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยจ่ายเงินในการทำงานเฉพาะส่วนนี้โดยเรียกว่าค่าล่วงเวลานั้น ศาลฎีกาเห็นว่าค่าล่วงเวลาหมายความว่าเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานนอกเวลาทำงานปกติ ซึ่งตามกรณีของโจทก์แม้เป็นการทำงานโดยจำเลยให้โจทก์ทำงานในช่วงเวลาพักก็เป็นการทำงานในเวลาทำงานปกติไม่โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องได้แต่เพียงค่าจ้างโดยคำนวณเฉลี่ยจากค่าจ้างของแต่ละเดือนเท่านั้น อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์แต่ละคนได้ทำงานในระหว่างเวลาพักนั้นเป็นจำนวนเท่าใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจคำนวณค่าจ้างที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์ได้ กรณีจึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยต่อไป..... พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางในประเด็นเรื่องค่าจ้างในเวลาพักระหว่างเวลาทำงานของโจทก์ที่ ๑ ที่ ๓ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ กับประเด็นค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ ๖ แล้วให้ศาลแรงงานกลางพิจารณาพิพากษาใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2841/2531 นายนิเวศน์ วรรณโคตร กับพวก โจทก์ บริษัทศรีเก้าการทออุตสาหกรรม จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายนิเวศน์ วรรณโคตร กับพวก · จำเลย - บริษัทศรีเก้าการทออุตสาหกรรม จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)มาโนช เพียรสนอง · จุนท์ จันทรวงศ์ · สีนวล คงลาภ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายธวัช สุทธิสมบูรณ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 221-222/2525ฎีกา 174/2533ฎีกา 3591/2529ฎีกา 5759/2540ฎีกา 480/2525ฎีกา 2314/2525ฎีกา 3117/2529ฎีกา 2513/2544ฎีกา 2004/2527ฎีกา 3802/2527ฎีกา 271/2525ฎีกา 3583/2524ฎีกา 1479/2526ฎีกา 2911/2524ฎีกา 2078/2527ฎีกา 97-98/2529ฎีกา 1491/2526ฎีกา 1980/2540ฎีกา 4309/2541ฎีกา 7061/2540ฎีกา 839/2531ฎีกา 296-297/2525ฎีกา 1989/2535ฎีกา 3840/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา