⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4392-4393/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4392-4393/2531

ป.อาญา ม.90, 157, 161 ฯลฯ · ป.วิ.อาญา ม.15, 158

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานของรัฐผู้มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นที่ดินอำเภอได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจสอบไม้ในที่ดิน น.ส.3 มีหน้าที่ออกไปตรวจสอบว่า มีไม้ขึ้นอยู่ในที่ดินแปลงที่ขออนุญาตทำไม้หรือไม่ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ออกไปตรวจสอบ อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อรับรองในบันทึกการตรวจสอบไม้ว่า เห็นสมควรให้ทำไม้ยางออกจากที่ดิน น.ส.3 ได้ เป็นการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้ออกไปตรวจสอบไม้ดังกล่าวอันเป็นความเท็จ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) ซึ่งเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ โดยมีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นในคราวเดียวกัน จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 ประมวลกฎหมายอาญา ม.161 ประมวลกฎหมายอาญา ม.162 ประมวลกฎหมายอาญา ม.177

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.15 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๑๖๐, ๑๖๑, ๑๖๒, ๒๖๔, ๒๖๕, ๒๖๖, ๘๓, ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. ๒๕๐๒ มาตรา ๑๓ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒ พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๗, ๑๑, ๕๔, ๖๙, ๗๒ ตรี, ๗๓, ๗๔ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๖ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๑๗ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๗, ๒๒ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓, ๗, ๙ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓, ๔ และริบไม้ของกลางพร้อมเอกสารของกลางทั้งหมด จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ จำนวน ๙ กรรม กรรมละ ๑ ปี รวม ๙ ปี และให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๒ จำนวน ๙ กรรม กรรมละ ๓ เดือน รวม ๒ ปี ๓ เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น ๑๑ ปี ๓ เดือน ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกไว้ ๗ ปี ๖ เดือน ริบไม้ของกลางและเอกสารทั้งหมด ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ทุกบทมาตรา คำขออื่นท้ายฟ้องทั้งสองคดีให้ยก จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกาทั้งสองสำนวน ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ รวม ๙ กระทง และลงโทษตามมาตรา ๑๖๒ อีกรวม ๙ กระทง เป็นการมิชอบ เพราะการกระทำของจำเลยที่ ๑ ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดตามมาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการมีตำแหน่งเป็นที่ดินอำเภอได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตรวจสอบไม้ในที่ดิน น.ส.๓ มีหน้าที่ออกไปตรวจสอบว่า มีไม้ขึ้นอยู่ในที่ดินแปลงที่ขออนุญาติทำไม้หรือไม่ แต่จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ออกไปตรวจสอบ อันเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และจำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อรับรองในบันทึกการตรวจสอบไม้ว่า เห็นสมควรให้ทำไม้ยางออกจากที่ดิน น.ส.๓ ทั้ง ๙ ราย เป็นการรับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้ออกไปตรวจสอบไม้ดังกล่าวอันเป็นความเท็จ เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ที่ไม่ออกไปตรวจสอบไม้ในที่ดิน น.ส.๓ ตามที่ตนมีหน้าที่ ซึ่งเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันกับการที่จำเลยที่ ๑ ลงลายมือชื่อในบันทึกการตรวจสอบไม้รับรองว่าตนได้ไปตรวจสอบแล้ว อันเป็นความเท็จ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ทั้งนี้ โดยจำเลยมีเจตนาเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นในคราวเดียวกันนั่นเอง จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษที่หนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ โดยแยกลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ กับมาตรา ๑๖๒ เป็นคนละกรรมนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ (๑) ให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๗ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด รวม ๙ กระทง จำคุกกระทงละ ๑ ปี รวมเป็นจำคุก ๙ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก ๖ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4392 - 4393/2531 พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี โจทก์ นายถวิล จนศรี กับพวก ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดอุทัยธานี · ล. - นายถวิล จนศรี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สัมฤทธิ์ ไชยศิริ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · ถาวร ตันตราภรณ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นายศล ศิวะบวร · ศาลอุทธรณ์ - นายตัน เวทไว
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6575/2551ฎีกา 1392/2564ฎีกา 6435/2555ฎีกา 770/2535ฎีกา 1452/2511ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2409/2551ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 7988/2551ฎีกา 20/2491ฎีกา 605/2511ฎีกา 14887/2551ฎีกา 1220/2510ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1666/2521ฎีกา 1294/2509ฎีกา 2292/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 514/2486
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา