คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5068/2531
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากจำเลยประสงค์ให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อใดเป็นคุณแก่ตน ต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ไว้ให้ชัดแจ้งในคำให้การ เพื่อให้คดีมีประเด็นข้อพิพาท.
ย่อคำพิพากษา
กรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากจำเลยประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อใดเป็นคุณแก่ตน ก็ต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ไว้ให้ชัดแจ้งในคำให้การเพื่อให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทไว้ คำให้การที่ว่า "โจทก์ฟ้องคดีไม่สุจริตทั้งนี้ก่อนออกจากบริษัท จำเลยโดยความเมตตาต่อโจทก์ ได้มอบเงิน 19,000 บาท ให้โจทก์และผลประโยชน์อื่น ๆ แก่โจทก์โดยจำเลยมิจำเป็นต้องให้โจทก์แต่ประการใดแต่ทั้งนี้เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม" เป็นคำให้การที่ไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ได้สละสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้องของโจทก์หรือไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย โจทก์ลาออกจากงานเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๐ จำเลยไม่จ่ายเงินให้ตามสิทธิของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินชดเชยจำนวน ๑๖,๓๓๐ บาท และค่าล่วงเวลาจำนวน ๕๙,๖๔๐ บาทให้แก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างประจำของจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินตามฟ้อง โจทก์ฟ้องคดีไม่สุจริต ทั้งนี้ก่อนออกจากงานบริษัทจำเลยได้เมตตาต่อโจทก์โดยมอบเงินจำนวน ๑๙,๐๐๐ บาทและผลประโยชน์อื่น ๆ แก่โจทก์ โดยที่จำเลยไม่จำเป็นต้องให้โจทก์แต่ประการใดแต่ทั้งนี้เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรมเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ตามเอกสารหมาย ล.๘ ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ลาออกจากงานนั้น โจทก์ได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากจำเลยไปแล้วโดยบันทึกไว้ในเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์สละข้อเรียกร้องทั้งหมดที่โจทก์มีต่อบริษัทจำเลยทั้งสิ้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลยอีก พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กรณีที่จำเลยยื่นคำให้การเป็นหนังสือ หากจำเลยประสงค์จะให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อใดอันเป็นคุณแก่จำเลย จำเลยต้องกล่าวข้อเท็จจริงเป็นข้อต่อสู้ให้ชัดแจ้งไว้ในคำให้การตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ ทั้งนี้เพื่อให้มีประเด็นข้อพิพาทไว้คำให้การของจำเลยตอนท้ายที่ว่า "โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ทั้งนี้ก่อนออกจากบริษัทจำเลยโดยความเมตตาต่อโจทก์ ได้มอบเงิน ๑๙,๐๐๐ บาท และผลประโยชน์อื่น ๆ แก่โจทก์โดยจำเลยมิจำเป็นต้องให้โจทก์แต่ประการใด แต่ทั้งนี้เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม" นั้น เป็นกรณีที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพราะจำเลยได้จ่ายเงินจำนวนหนึ่งและผลประโยชน์อื่นให้แก่โจทก์ไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายตามกฎหมาย ไม่มีข้อความใดที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้องจากจำเลยเพราะโจทก์ได้สละข้อเรียกร้องไปแล้ว ฉะนั้นคดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ได้สละสิทธิเรียกร้องเงินตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเพราะโจทก์ได้สละสิทธิเรียกร้องไว้ตาม เอกสารหมาย ล.๘ นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5068/2531
สนายสำเริง แป้นละม่อม โจทก์
บริษัท ไอ.เอช.ซี.(ไทยแลนด์) จำกัด ล.
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - สนายสำเริง แป้นละม่อม · ล. - บริษัท ไอ.เอช.ซี.(ไทยแลนด์) จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุพจน์ นาถะพินธุ · มาโนช เพียรสนอง · วิศิษฏ์ ลิมานนท์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา