⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1315/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1315/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การตกลงเพิ่มวงเงินจำนองไม่ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ และการสืบพยานเกี่ยวกับยอดหนี้และดอกเบี้ยในชั้นพิจารณาไม่ทำให้ฟ้องเคลือบคลุม หากข้อเท็จจริงที่นำสืบไม่นอกเหนือไปจากที่ระบุในคำฟ้อง.

ย่อคำพิพากษา

ข้อตกลงเพิ่มวงเงินจำนอง มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลทำให้หนี้เดิม ระงับไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 349 คำฟ้องระบุจำนวนหนี้ที่ขอให้จำเลยร่วมรับผิดในฐานะ ผู้ค้ำประกันจำเลยให้การต่อสู้ว่า หากจะต้องรับผิด ก็รับผิดเพียงวงเงินที่ค้ำประกันและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น มิได้ปฏิเสธยอดหนี้ ดังนั้นปัญหาว่าจำเลยอื่นได้เบิกเงินไปจากโจทก์ และนำเงินเข้าฝากในบัญชีเพื่อลดหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด หนี้ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินเท่าใด และดอกเบี้ยเท่าใดนั้น โจทก์นำมาสืบในชั้นพิจารณาได้โดยไม่จำเป็นต้องแนบบัญชีเงินฝากกระแสรายวันมาท้ายคำฟ้อง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.349

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน ๓๖๓,๒๙๓.๓๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองขายทอดตลาดเอาเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๓ ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม การที่โจทก์ให้จำเลยที่ ๑ นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้แทนสัญญาค้ำประกันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ ๓ ไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อแรก ศาลฎีกาเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ได้ระบุจำนวนหนี้ที่ขอให้จำเลยที่ ๓ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต่อโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันแล้ว ซึ่งจำเลยที่ ๓ ก็ให้การต่อสู้คดีว่า หากจำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็รับผิดเพียงวงเงินที่ค้ำประกันและดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปีเท่านั้น มิได้ปฏิเสธเกี่ยวกับยอดหนี้ตามจำนวนที่โจทก์ฟ้อง ส่วนที่ว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ได้เบิกเงินไปจากโจทก์ครั้งสุดท้าย และนำเงินเข้าฝากในบัญชีเพื่อลดหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อใด หนี้ถึงวันฟ้องเป็นต้นเงินเท่าใด และดอกเบี้ยเท่าใดนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์จะนำสืบในชั้นพิจารณา โดยไม่จำเป็นต้องแนบบัญชีเงินฝากกระแสรายวันมาท้ายคำฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว จึงไม่เคลือบคลุม ปัญหาข้อสุดท้าย จำเลยที่ ๓ จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำเลยที่ ๓ ให้การรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ตามฟ้องจริง ที่จำเลยที่ ๓ นำสืบว่า หลังจากจำเลยที่ ๓ ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ แล้ว ฐานะทางการค้าของจำเลยที่ ๓ ไม่ดี ถ้าขายขาดทุนจนต้องโอนที่ดินให้แก่โจทก์สาขาหล่มสัก เพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ ๓ ให้แก่โจทก์ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.๑ ถึง ล.๔ ซึ่งนายสุนทรผู้จัดการของโจทก์สาขาขับสมอทอดทราบฐานะทางการเงินของจำเลยที่ ๓ ดี ได้บอกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ เพิ่มวงเงินที่จำนองที่ดินและตึกไว้แล้วอีก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ให้พอเป็นประกันจำนวนเงินที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ เป็นหนี้โจทก์เนื่องจากฐานะทางการเงินของจำเลยที่ ๓ ไม่ดี จำเลยที่ ๑ ได้ตกลงด้วย หลังจากจำนองเพิ่มวงเงินแล้ว นายสุนทรได้บอกจำเลยที่ ๓ ว่า สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่ทำกันไว้เป็นอันยกเลิกกันไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ ๓ เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีพยานมาสนับสนุน จึงฟังไม่ได้ว่าสัญญาประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ได้ยกเลิกกัน ส่วนที่จำเลยที่ ๓ ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเพิ่มวงเงินจำนองดังกล่าวถือว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้หนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๓ เป็นอันระงับไปนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้อตกลงเพิ่มวงเงินจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ตามเอกสารหมาย จ.๑๑ และ จ.๑๔ นั้น มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันจะมีผลทำให้หนี้เดิมระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๔๙ ดังนั้นหนี้ตามสัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ย่อมไม่ระงับไปดังที่จำเลยที่ ๓ ฎีกา ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์เป็นเงิน ๘๐๐ บาท ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1315/2532 ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด โจทก์ นายฉ่งกิม แซ่ตั้ง ที่ 1 นางฮุยเฮียง แซ่ลิ้มหรือแซ่ตั้ง ที่ 2 นายชัยวัฒน์ บูรพะ พงษานนท์ ที่ 3 จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด · บูรพะ - นายฉ่งกิม แซ่ตั้ง ที่ 1 นางฮุยเฮียง แซ่ลิ้มหรือแซ่ตั้ง ที่ 2 นายชัยวัฒน์ · จำเลย - พงษานนท์ ที่ 3
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสียง ตรีวิมล · ปชา วรธรรมพินิจ · วีระชัย สูตรสุวรรณ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ - นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายโสภณ จันเทรมะ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1084/2539ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3601/2530ฎีกา 2383/2536ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา