⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2404/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2404/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีละเมิดที่เกี่ยวกับการถูกปลดออกจากราชการ ต้องใช้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งเจ็ดกระทำการโดยไม่ชอบ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการและกระทำการขัดต่อ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน จนกระทั่งจำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้ปลดโจทก์ออกจากราชการ ทำให้โจทก์หมดสิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญตาม กฎหมายเป็นการละเมิดต่อ โจทก์ ดังนี้ ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในการรับราชการของโจทก์ แม้โจทก์คำนวณจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตาม พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ ก็มีสภาพเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิดนั่นเอง ต้องใช้ อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึง การละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้อง ใช้ ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.448

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยรับราชการตำแหน่งราชพัสดุจังหวัดสมุทรปราการ สังกัดกรมธนารักษ์ จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๗ เป็นกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกล่าวหาโจทก์ว่ากระทำความผิดอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นความเท็จ จนในที่สุดจำเลยที่ ๑ ได้มีคำสั่งปลดโจทก์ออกจากราชการ ซึ่งเป็นการร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันใช้เงินค่าบำนาญ ๑๒๓,๐๔๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และร่วมกันชำระเงินเป็นค่าบำนาญให้โจทก์เดือนละ ๑,๐๓๔ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าดจทก์จะถึงแก่กรรม จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฏีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ ๑ ปีหรือไม่ ที่โจทก์ฏีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ปลดโจทก์ออกจากราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘ และให้จำเลยร่วมกันจ่ายเงินบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ไม่ใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๔๔๘ นั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายพอสรุปความได้ว่า จำเลยทั้งเจ็ดกระทำการไม่ชอบ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการและเป็นการกระทำขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๑๘ จนกระทั่งจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีคำสั่งให้ปลดโจทก์ออกจากราชการ ทำให้โจทก์หมดสิทธิในการได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหาย ดังนี้ ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในการรับราชการของโจทก์ แม้โจทก์อ้างการคำนวณจำนวนเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการก็มีสภาพเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิดนั่นเอง จึงต้องใช้อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องภายในกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์จึงขาดอายุความ พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2404/2532 นาย ปรีชา ขำศิริ โจทก์ กรมธนารักษ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ปรีชา ขำศิริ · จำเลย - กรมธนารักษ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริมพงศ์ วรยิ่งยง · ดุสิต วราโห · เกียรติ จาตนิลพันธุ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุพล พันทุมโน · ศาลอุทธรณ์ - นายไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2580/2544ฎีกา 79/2486ฎีกา 4300/2543ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5268/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 5095/2556ฎีกา 4513/2533ฎีกา 6560/2555ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา