คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีคนใหม่แทนผู้ชำระบัญชีคนเดิมที่ย้ายไปรับราชการที่อื่น ไม่เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของคู่ความและไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาตามยอม หากผู้ชำระบัญชีคนใหม่ดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องตามที่คู่ความตกลงไว้.
ย่อคำพิพากษา
ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อ (1) ระบุว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 6 (จังหวัด พิษณุโลก ) เป็นผู้ชำระบัญชี ซึ่งขณะนั้น ม.ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 6 ม. จึงเป็นผู้ชำระบัญชีโดยตำแหน่งราชการไม่ใช่เป็นการเฉพาะตัว เมื่อ ม. ย้ายไปรับราชการที่อื่นและ จ. ย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ 6 แทน จ. ก็ย่อมเป็นผู้ชำระบัญชีในคดีนี้ต่อไปได้ การที่ศาลแต่งตั้ง จ. เป็นผู้ชำระบัญชีคนใหม่แทน ม. ผู้ชำระบัญชีคนเดิม จึงไม่เป็นการผิดวัตถุประสงค์เดิมของโจทก์และจำเลย ทั้งไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาตามยอมของคู่ความ.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
กรณีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้อง จำเลยขอเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนและขอให้ศาลตั้งบุคคลที่ศาลเห็นสมควรเป็นผู้ชำระบัญชีคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและหมายตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ ๖ เป็นผู้ชำระบัญชีตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ ๖ เพื่อจะทำการชำระบัญชีกันเองจำเลยไม่ตกลง ศาลจึงให้มีการชำระบัญชีโดยผู้ชำระบัญชีคนเดิมที่ได้แต่งตั้งไว้แล้ว
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์และจำเลยทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ ๖ เป็นผู้ชำระบัญชีเป็นการแต่งตั้งเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวแก่ราชการนั้น เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๒๘ ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อ (๑) ระบุว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองยินยอมตั้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาที่ ๖ (จังหวัดพิษณุโลก) เป็นผู้ชำระบัญชี ซึ่งขณะนั้นนายมนัสแจ่มจรรยา ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ ๖ ดังนั้นนายมนัสจึงเป็นผู้ชำระบัญชีโดยตำแหน่งราชการไม่ใช่เป็นการเฉพาะตัว เพราะตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวระบุไว้ชัดถึงตำแหน่ง ไม่ได้ระบุชื่อนายมนัสโดยเฉพาะ เมื่อนายมนัสย้ายไปรับราชการที่อื่น และนายจำนงค์ ถึงบุญย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ภูมิภาคที่ ๖ แทน นายจำนงค์ก็ย่อมเป็นผู้ชำระบัญชีในคดีนี้ต่อไปได้ การที่ศาลชั้นต้นแต่งตั้งนายจำนงค์เป็นผู้ชำระบัญชีคนใหม่แทนนายมนัสผู้ชำระบัญชีคนเดิม จึงไม่เป็นการผิดวัตถุประสงค์เดิมของโจทก์และจำเลยทั้งสอง ทั้งไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาตามยอมของคู่ความดังที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2563/2532
นายสง่า เจียมปัญญารัช โจทก์
นายธวัชชัย ชัยมงคลตระกูล ที่ 1 กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสง่า เจียมปัญญารัช · จำเลย - นายธวัชชัย ชัยมงคลตระกูล ที่ 1 กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ประชา บุญวนิช · บุญส่ง คล้ายแก้ว · นิเวศน์ คำผอง |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายปัญญา โต๊ะทอง · ศาลอุทธรณ์ - นายเคลื่อม วัฒนเมธียานนท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา