⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3400/2532

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2532

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* การอนุญาตให้ทนายความถอนตนจากการเป็นทนายความของตัวความเป็นดุลพินิจของศาล การอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนตัวถือเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง * การฟ้องเรียกเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเข้าสมทบกองทุนเงินทดแทนไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164

ย่อคำพิพากษา

การจะอนุญาตให้ทนายความถอนตนจากการตั้งแต่ง เป็นทนายความของตัวความในคดีหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย แล้วทนายจำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางควรให้ทนายจำเลยนำส่งสำเนาคำร้องขอถอนตัวไปให้จำเลยทราบเสียก่อน และควรมีคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดีไปก่อนนั้น เท่ากับเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยถอนตนจากการตั้งแต่งเป็นทนายความของจำเลยโดยไม่ชอบ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง การฟ้องเรียกเงินที่ นายจ้าง ต้องจ่ายเข้าสมทบกองทุนเงินทดแทนไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้ จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 คือใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนด 10 ปี

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.65 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.165 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.31 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลและจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ระหว่างปี ๒๕๒๗ ถึงปี ๒๕๓๐ จำเลยทั้งสองยังติดค้างไม่ส่งเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเงินเพิ่มแก่โจทก์เป็นจำนวนทั้งสิ้น ๑๕๐,๒๕๔.๘๗ บาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมด้วยเงินเพิ่ตามกฎหมายในอัตราร้อยละห้าต่อเดือนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ระหว่างปี ๒๕๒๗ ถึงปี ๒๕๓๐ จำเลยหยุดประกอบกิจการ จึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ในชั้นพิจารณาเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ทนายจำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ ๑ ส่วนจำเลยที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยที่ ๒ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ทนายความของจำเลยที่ ๑ ถอนตัวตามคำร้องและไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๒ เลื่อนการสืบพยาน ให้ถือว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ไม่มีพยานมาสืบ ซึ่งทนายจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งคำสั่งของศาลแรงงานกลางไว้แล้ว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน๑๕๐,๒๕๔.๘๗ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยเงินเพิ่มตามกฎหมายอัตราร้อยละห้าต่อเดือนนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ ทนายจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์คำสั่งศาลแรงงานกลางลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๓๐ และจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ อุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลางต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า กรณีที่ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้มาเป็นทนายความในคดี จะมีคำขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๖๕ วรรคแรก บัญญัติไว้ว่า ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดี จะมีคำขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่า ทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้วเว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ ซึ่งศาลแรงงานกลางต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้โดยนัยแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ พึงเห็นได้ว่า การที่จะอนุญาตให้ทนายความถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลที่จะสั่ง การที่ทนายจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางควรจะให้ทนายจำเลยที่ ๑ นำส่งสำเนาคำร้องขอถอนตัวไปให้จำเลยที่ ๑ ทราบเสียก่อน และควรจะมีคำสั่งเลื่อนการพิจารณาคดีไปก่อนเพื่อให้จำเลยที่ ๑ ได้ทราบว่าทนายจำเลยที่ ๑ ขอถอนตัวนั้นเท่ากับเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งว่าศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจสั่งไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยที่ ๑ ถอนตนจากการตั้งแต่งเป็นทนายความของจำเลยที่ ๑ โดยไม่ชอบ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๔ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การที่โจทก์ในฐานะผู้รับผิดชอบกองทุนเงินทดแทนฟ้องเรียกเงินที่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ต้องจ่ายเข้าสมทบกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายนั้นถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องคดีในฐานะเป็นผู้ค้าในการดูแลกิจการของผู้อื่น หรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างที่พึงได้รับจากการนั้นหรือฟ้องเรียกเงินที่ได้ออกทดรองไป กรณีของโจทก์ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕(๗) แต่เป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ คือต้องใช้อายุความทั่วไปซึ่งมีกำหนด ๑๐ ปี ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าคดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2532 กรมแรงงาน โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.บัญชากิจ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมแรงงาน · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป.บัญชากิจ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิศิษฏ์ ลิมานนท์ · มาโนช เพียรสนอง · สุพจน์ นาถะพินธุ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแรงงานกลาง - นายธวัช สุทธิสมบูรณ์ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 7174/2542ฎีกา 4715/2542ฎีกา 4359/2540ฎีกา 4838/2548ฎีกา 685/2550ฎีกา 1968/2533ฎีกา 4082/2530ฎีกา 2328/2533ฎีกา 8875/2542ฎีกา 5086/2537ฎีกา 2572/2541ฎีกา 1055/2492ฎีกา 2093/2532ฎีกา 5712/2541ฎีกา 1882/2518ฎีกา 1982/2519ฎีกา 1531/2526ฎีกา 1808/2512ฎีกา 131/2536ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 15617/2558ฎีกา 2768/2519ฎีกา 156/2513ฎีกา 1352/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา