⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 372/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2533

ป.อาญา ม.59, 80, 288 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่แสดงให้เห็นเจตนาฆ่าโดยตรง เช่น การใช้อาวุธมีดแทงบริเวณลำคอ หรือการใช้อาวุธมีดฟันบริเวณใกล้เคียงอวัยวะสำคัญ แม้ผู้กระทำจะหยุดการกระทำไปเพราะมีผู้มาห้ามปราม ก็ถือว่าเป็นการพยายามฆ่าได้

ย่อคำพิพากษา

แม้ในตอนแรกจำเลยมีเจตนาจะทำร้ายผู้เสียหายโดยการเตะแต่เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมเตะซ้ำและจับขาจำเลยล้มลง จำเลยใช้ขวดสุราตีที่ใบหูผู้เสียหายโดยแรงจนขวดสุราแตก แล้วเอาขวดสุราที่แตกแทงบริเวณลำคอของผู้เสียหาย 1 ครั้ง เกิดบาดแผลที่ใบหูกว้างยางประมาณ 1/4 x 2 เซนติเมตร และลำคอเป็นแผลปากฉลามกว้างยาวประมาณ 4 x 4 เซนติเมตร แล้วจำเลยใช้ขวานหน้ากว้างประมาณ 3 นิ้วครึ่ง ตัวขวานยาวประมาณ 5 นิ้วครึ่ง ด้ามยาวประมาณ 28 นิ้วครึ่ง ฟันที่บริเวณไหล่ซ้ายใกล้ลำคอผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายยกมือขึ้นกันเอาไว้เมื่อมีผู้มาห้ามปราม จำเลยก็พูดว่าจะซ้ำให้ตาย พฤติการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ชัดว่าจำเลยเจตนาจะกระทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 ประมวลกฎหมายอาญา ม.297

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.288 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.297 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐, ๒๘๘, ๒๙๗ และริบขวานของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๘๐, ๒๘๘ จำคุกจำเลย ๑๐ ปี ริบขวานของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ จำคุก ๓ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ขวานของกลางคืนเจ้าของคำขออื่นให้ยก โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในตอนแรกจำเลยมีเจตนาเพียงแต่จะทำร้ายผู้เสียหายโดยการเตะ เพราะโกรธที่ผู้เสียหายซึ่งเป็นน้องเขยพูดจาโต้เถียง แต่เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้เตะซ้ำต่อไปโดยการลุกขึ้นจับขาจำเลยเป็นเหตุให้จำเลยล้มลง จำเลยคงอับอายผู้อื่นและอาจเข้าใจว่าผู้เสียหายคิดจะสู้ จึงยึดผู้เสียหายให้ล้มลงไปด้วย และใช้ขวดสุราตีที่ใบหูผู้เสียหายโดยแรงจนกระทั่งขวดแตก ซึ่งเมื่อขวดสุราแตกแล้วก็จะมีลักษณะเป็นแก้วแหลมคมที่เรียกว่าปากฉลาม ใช้เป็นอาวุธแทงทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ตรงกับรายงานชันสูตรบาดแผลที่นายแพทย์วิทยา เพชรดาชัย เบิกความรับรองตามเอกสารหมาย จ.๑ ว่าลำคอซีกซ้ายของผู้เสียหายเป็นแผลปากฉลามจำเลยใช้ขวดแตกที่เรียกว่าปากฉลามแทงผู้เสียหายที่ลำคออันเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของร่างกายที่อาจทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตายได้โดยง่ายเท่านั้นยังไม่พอจำเลยยังใช้ขวานผ่าพืนซึ่งปรากฏตามบัญชีของกลางเอกสารหมาย จ.๓ ที่ร้อยตำรวจโทนิพนธ์ ชมบริสุทธิ์พนักงานสอบสวนเบิกความรับรองว่า หน้าขวานกว้างประมาณ ๓ นิ้วครึ่งตัวขวานยาวประมาณ ๕ นิ้วครึ่ง และด้ามขวานยาวประมาณ ๒๘ นิ้วครึ่งนับได้ว่าเป็นอาวุธประเภทของมีคมขนาดใหญ่ที่สามารถใช้ฟันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ถึงแก่ความตายได้เช่นเดียวกัน จำเลยใช้ขวานดังกล่าวฟันผู้เสียหายที่บริเวณไหล่ใกล้ลำคอผู้เสียหายซึ่งถ้าผู้เสียหายไม่ยกมือขึ้นกันเอาไว้ คมขวานก็อาจจะไปถูกลำคอผู้เสียหายได้ นอกจากนั้นเมื่อมีผู้เข้าไปห้ามปรามขัดขวางโดยให้แยกออกจากกันและบอกให้พอแล้ว จำเลยกลับบอกผู้ห้ามปรามขัดขวางให้ปล่อยจำเลยจำเลยจะซ้ำผู้เสียหายให้ตาย ปรากฏตามรายงานชันสูตรบาดแผลว่าผู้เสียหายมีบาดแผลที่ใบหูซ้ายเป็นแผลฉีกขาด กว้างยาวประมาณเศษหนึ่งส่วนสี่คูณสองเซนติเมตร และลำคอซีกซ้ายเป็นแผลปากฉลามกว้างยาวประมาณ ๔x๔ เซนติเมตร นางบุญช่วย ทิพย์ธรรม เบิกความว่าพยานดูบาดแผลของผู้เสียหายซึ่งมีผ้าขาวม้าปิดโลหิตเอาไว้ พอดึงผ้าขาวม้าออกโลหิตก็พุ่งไม่ขาดสาย พยานพูดกับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายโต้ตอบไม่ได้ มีแต่เสียงฮือ ๆ และนายแพทย์วิทยาเบิกความว่า จากบาดแผลของผู้เสียหายนั้นหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีแล้วผู้เสียหายอาจเสียโลหิตมากและเสียชีวิตได้ ซึ่งตามรายงานชันสูตรบาดแผลประกอบกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวแสดงว่าจำเลยตีแทงและฟันผู้เสียหายโดยแรง พฤติการณ์ของจำเลยดังได้วินิจฉัยมาแล้วนี้เป็นการบ่งชี้ชัดว่าจำเลยเจตนาจะกระทำให้ผู้เสียหายถึงแก่ความตาย เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตายจำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนฎีกาของโจทก์ในเรื่องขวานของกลางนั้น เมื่อปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด และไม่ได้ความว่าเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จึงต้องริบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาว่าจำเลยเพียงแต่มีความผิดฐานทำร้ายผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๗ เท่านั้น และไม่ริบขวานของกลางฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๘๘, ๘๐ จำคุก ๑๐ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ ปี ๘ เดือน ริบขวานของกลาง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2533 พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายสำรวยหรือรวย พาทิพย์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี · จำเลย - นายสำรวยหรือรวย พาทิพย์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เคียง บุญเพิ่ม · พินิจ ฉิมพาลี · อุระ หวังอ้อมกลาง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายสุจินต์ สรรเพชร์นิยม · ศาลอุทธรณ์ - นายอรุณ น้าประเสริฐ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1560/2529ฎีกา 20504/2556ฎีกา 1597/2522ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 180/2554ฎีกา 712/2559ฎีกา 2182/2567ฎีกา 226/2529ฎีกา 448/2500ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1715/2545ฎีกา 1162/2508ฎีกา 729/2483ฎีกา 1148/2534ฎีกา 235/2499ฎีกา 551/2514ฎีกา 1666/2521ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 16867/2557ฎีกา 7601/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา