⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4749/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2533

ป.พ.พ. ม.657, 672, 821

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
นิติบุคคลต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และหากมีการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์หรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นิติบุคคลอาจไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะถือว่านิติบุคคลได้มอบอำนาจให้บุคคลอื่นกระทำการแทนและต้องรับผิดในผลการกระทำนั้น.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จะกู้ยืมเงินหรือรับเงินออมจากประชาชนได้จะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบกำหนดกฎเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการ ประกอบธุรกิจเงินทุนฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 27และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2528 ข้อ 2(2) ข้อ 3(1) การที่จำเลยที่ 2ที่ 3 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 รับฝากเงินจากโจทก์แล้วมิได้ออกเอกสารการกู้ยืมเงินหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์และไม่ใช่เพื่อการ พัฒนาหรือการเคหะ แม้จำเลยที่ 2 ที่ 3 จะลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ แต่ก็ไม่มีตราของจำเลยที่ 1 ประทับไว้ จึงมิได้เป็นการสั่งจ่ายเช็คในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ทั้งเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 และไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามบทกฎหมายและประกาศดังกล่าวจำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ตามพฤติการณ์ที่พนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินการรับฝากเงินจากโจทก์ณ สำนักงานของจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตหลงเข้าใจได้ว่าการรับฝากเงินเป็นกิจการของจำเลยที่ 1ที่กระทำได้ตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ 1 โดยรับฝากเงินแล้วออกเป็นเช็คให้เช่นนี้ ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ติดต่อรับฝากเงินและรู้เห็นเอง โดยจำเลยที่ 1เชิดจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการในการรับฝากเงินและออกเช็คให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันรับเอาผลการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดคืนเงินที่รับฝากพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ การกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 แล้วยกเสีย มิใช่กรณีที่ศาลสั่งไม่รับฟ้องแย้งซึ่งจะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 แต่จะต้องบังคับตามมาตรา 161 ซึ่งศาลใช้ดุลพินิจไม่คืนค่าธรรมเนียมฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.151 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.657 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.821 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม.4 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ.2522 ม.27

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.151 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.657 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.672 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนาและเพื่อการเคหะ รวมตลอดถึงการรับฝากเงินจากประชาชนโดยให้ดอกเบี้ยและให้กู้ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เป็นกรรมการร่วมกันกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ได้ โจทก์ได้นำเงินจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ไปฝากจำเลยที่ ๑ ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๒ ต่อปีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ร่วมกันลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารจำนวนเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ในนามของจำเลยที่ ๑ เป็นการชำระหนี้เงินฝากคืนให้โจทก์ โดยจำเลยที่ ๑ รู้เห็นยินยอมและยอมให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓กระทำแทนเสมอด้วยตัวแทนหรือตัวแทนเชิดของจำเลยที่ ๑ ต่อมาเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์รวมดอกเบี้ยเป็นเงิน ๑๖๘,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๑ ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยรับฝากเงินโจทก์ เช็คดังกล่าวจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ออกเพื่อใช้ในกิจการส่วนตัวมิได้ประทับตราจำเลยที่ ๑ จึงไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากเงินจากประชาชน จำเลยที่ ๒ ที่ ๓มิได้กระทำภายในขอบอำนาจวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ไม่เคยมอบให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เป็นตัวแทนหรือตัวแทนเชิด และไม่เคยให้สัตยาบันในการรับฝากเงินดังกล่าวด้วย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ทำให้จำเลยที่ ๑ เสียชื่อเสียงและเสียค่าใช้จ่ายในการทำความเข้าใจกับประชาชน ขอให้ยกฟ้อง และให้โจทก์ใช้เงินจำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทแก่จำเลยที่ ๑ กับให้โจทก์ประกาศแจ้งความจริงขอขมาจำเลยที่ ๑ ด้วย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งจำเลยที่ ๑ ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม โจทก์ฟ้องคดีเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยสุจริต จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยที่ ๒ ถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง ยกฟ้องแย้งจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ได้นำเงินจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ไปฝากที่สำนักงานของจำเลยที่ ๑จำเลยที่ ๒ และจำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑รับฝากเงินไว้โดยจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ได้ออกเช็คธนาคารมหานคร จำกัดสำนักงานใหญ่ เลขที่ เอช โอ อี ๒๖๐๒๓๐ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๒๗จำนวนเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท โดยมิได้ประทับตราของจำเลยที่ ๑ มอบให้โจทก์เพื่อชำระหนี้เงินฝากคืนแก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำเช็คเข้าบัญชีโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓รับฝากเงินในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่าตามพระราชบัญญัติการประกอบการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ บัญญัติว่า "ธุรกิจเงินทุน หมายความว่า ธุรกิจการจัดหามาซึ่งเงินทุนและใช้เงินนั้นในการประกอบกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจำแนกประเภทได้ดังต่อไปนี้ฯลฯ (๒) กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา ฯลฯ (๔) กิจการเงินทุนเพื่อการเคหะ ฯลฯ กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนาและกิจการเงินทุนเพื่อการเคหะหมายความว่า กิจการจัดหาเงินทุนจากประชาชนและมาตรา ๒๗บัญญัติ ว่า "ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนในเรื่องดังต่อไปนี้... (๓) หลักเกณฑ์และวิธีการในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน" นอกจากนี้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๘ ได้กำหนดไว้ว่า"ข้อ ๒ ในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติดังต่อไปนี้... (๒) ออกเอกสารการกู้ยืมเงินหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ผู้ให้กู้โดยไม่จ่ายส่วนลด ข้อ ๓ ให้บริษัทเงินทุนถือปฏิบัติเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนดังต่อไปนี้ (๑) เงินกู้ยืมหรือรับจากประชาชนที่มีกำหนดเวลาใช้คืนตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบวันขึ้นไป ที่มีข้อกำหนดไม่ให้ไถ่ถอนก่อนกำหนดเวลาและที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ห้าหมื่นบาทขึ้นไปสำหรับบริษัทเงินทุนและสาขาที่มีสำนักงานในเขตกรุงเทพมหานคร... จ่ายดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละสิบห้าต่อปี" จากบทบัญญัติของกฎหมายและข้อกำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว จำเลยที่ ๑ จะกู้ยืมเงินหรือรับเงินออมจากประชาชนจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ เห็นว่า เช็คพิพาทที่โจทก์รับมาจากสำนักงานของจำเลยที่ ๑ คงมีแต่ลายมือชื่อจำเลย ที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายหาได้มีตราของจำเลยที่ ๑ประทับไว้ แสดงว่าจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่ได้ลงลายมือชื่อสั่ง จ่ายเช็คพิพาทในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ ๑ ทั้งเป็นการกระทำนอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามบทกฎหมายและประกาศดังกล่าว กล่าวคือ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓รับฝากเงินจากโจทก์แล้วมิได้ออกเอกสารกู้ยืมเงินหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์และไม่ใช่เพื่อการพัฒนาหรือการเคหะการที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กระทำการนอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ และฝ่าฝืนบทกฎหมายและประกาศดังกล่าว จำเลยที่ ๑ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีปรา กฏว่าโจทก์นำเงินจำนวน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ไปฝาก ณ สำนักงานของจำเลยที่ ๑ โดยพนักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ดำเนินการ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ได้รู้เห็นยินยอมให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ใช้สำนักงานของตนเป็นสถานที่รับฝากเงินหากจำเลยที่ ๑ รับฝากเงินไม่ได้เพราะขัดต่อพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุนฯ กับพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๘และอยู่นอกขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ พนักงานของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ หรือจำเลยที่ ๓ ควรจะแจ้งให้โจทก์ทราบ แต่บุคคลดังกล่าวกลับรับฝากเงินของโจทก์ไว้ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตหลงเข้าใจได้ว่าการรับฝากเงินเป็นกิจการของจำเลยที่ ๑ที่กระทำได้ตามกฎหมายและอยู่ภายใต้ขอบวัตถุประสงค์ข้อบังคับของจำเลยที่ ๑ โดยรับฝากเงินแล้วออกเป็นเช็คพิพาทให้ ระหว่างฝากเงินจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ยังส่งปฏิทินบัตรของขวัญ และกระเป๋าใส่กุญแจของจำเลยที่ ๑ ให้โจทก์ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ ได้รับผลประโยชน์ในกิจการนี้ ดังนั้น ต้องถือว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ติดต่อรับฝากเงินและรู้เห็นเองโดยจำเลยที่ ๑ เชิดจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจกระทำการในการรับฝากเงินและออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์จำเลยที่ ๑ ต้องผูกพันรับเอาผลการกระทำของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ไว้ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๒๑ เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับเงินฝากคืน จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดคืนเงินที่รับฝากไว้พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ วรรคแรก บัญญัติว่า"ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีแต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตาส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายใดเสียไปก็ได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้หรือดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง"แสดงว่าการกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมเป็นดุลพินิจของศาล ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๑ แล้วยกเสียจึงมิใช่กรณีที่ศาลสั่งไม่รับฟ้องแย้งซึ่งจะต้องคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๑แต่จะต้องบังคับตามบทบัญญัติตามมาตรา ๑๖๑ กล่าวคือ ศาลใช้ดุลพินิจไม่คืนค่าธรรมเนียมฟ้องแย้งให้จำเลยที่ ๑ ได้ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4749/2533 นางศิริรักษ์ จิตรวรรณา หรือ จิตรวรรณภา โจทก์ บริษัทเงินทุนสหไฟแนนซ์ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางศิริรักษ์ จิตรวรรณา หรือ จิตรวรรณภา · จำเลย - บริษัทเงินทุนสหไฟแนนซ์ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เจริญ นิลเอสงฆ์ · ก้าน อันนานนท์ · อัมพร ทองประยูร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1142/2534ฎีกา 364/2536ฎีกา 482/2537ฎีกา 290/2524ฎีกา 2511/2541ฎีกา 1715/2525ฎีกา 3113/2554ฎีกา 3127/2565ฎีกา 874/2561ฎีกา 3742/2525ฎีกา 2372/2539ฎีกา 301/2520ฎีกา 613/2547ฎีกา 12207/2547ฎีกา 4352/2545ฎีกา 4865/2550ฎีกา 3871/2541ฎีกา 1301/2508ฎีกา 5667/2533ฎีกา 789/2521ฎีกา 832/2550ฎีกา 4161/2532ฎีกา 984/2482ฎีกา 5324/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา