⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4814/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4814/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
* ผู้ครอบครองยานพาหนะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ผู้ขับขี่กระทำขึ้น หากการขับขี่นั้นเป็นกิจการของผู้ครอบครอง * การที่โจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เสียหาย ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายในฐานะผู้เสียหาย

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขับรถของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเมาสุรานั่งไปด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ขับรถอันเป็นกิจการของจำเลยที่ 2แทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็น ตัวการ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถในขณะเกิดเหตุ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ให้ จำเลย ที่ 2 รับผิดในฐานะตัวการด้วย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ที่เสียหาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดข้อนี้แม้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มิใช่เจ้าของรถคันเกิดเหตุ แต่เรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.427 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.437 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.820

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ได้ขับรถที่จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๒ ด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถจักรยานยนต์ที่โจทก์ขับทำให้รถของโจทก์เสียหาย และทำให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้พิพากษาบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๑๓,๓๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย โจทก์ยื่นคำฟ้องแล้วส่งสำเนาฟ้องให้จำเลยที่ ๑ ไม่ได้ โจทก์ไม่แถลงต่อศาลเพื่อดำเนินการต่อไปภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยที่ ๒ มิใช่นายจ้างของจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความเป็นจริง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน๔๓,๑๘๖.๖๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๒๑พฤศจิกายน ๒๕๒๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ ๒ ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า การที่รถจำเลยที่ ๑ ไม่มีไฟหน้าทำให้โจทก์เพิ่งมองเห็นรถที่จำเลยที่ ๑ ขับสวนทางมาในระยะประมาณ ๓ วา โจทก์ไม่อาจขับรถหลบได้ทันจึงเกิดชนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้หากรถที่จำเลยที่ ๑ ขับมีไฟหน้า โจทก์ย่อมมองเห็นรถที่จำเลยที่ ๑ ขับได้ในระยะไกล รถโจทก์คงไม่แล่นเข้าไปในทางที่รถจำเลยที่ ๑ขับสวนทางมาแล้วเกิดเหตุชนกันขึ้น และวินิจฉัยว่า ดังนั้นเหตุที่รถของโจทก์กับรถที่จำเลยที่ ๑ ขับชนกันแม้จะเกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ขับรถเลี้ยงเข้าไปในทางที่รถที่จำเลยที่ ๑ ขับแล่นสวนทางมา จึงเกิดจากการที่จำเลยที่ ๑ มีส่วนในการกระทำโดยประมาทด้วยอย่างมาก ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ ๑ขับรถของจำเลยที่ ๒ โดยมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเมาสุรานั่งไปกับรถที่จำเลยที่ ๑ ขับถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ขับรถอันเป็นกิจการของจำเลยที่ ๒ แทนจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวการ แม้โจทก์จะฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ ทำละเมิดไปในทางการที่จ้าง และข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นนายจ้างของจำเลยที่ ๑แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องไว้ด้วยว่าจำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถในขณะเกิดเหตุ ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่ให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในฐานะเป็นตัวการตัวแทนด้วย ซึ่งตัวการต้องร่วมรับผิดกับตัวแทนในผลแห่งละเมิดที่ตัวแทนได้กระทำไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวการ จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑จึงไม่เป็นการวินิจฉัยโดยมิชอบ ปัญหาต่อไปว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า รถจักรยานยนต์ที่เสียหายเป็นรถของนางบุญตาซึ่งเป็นป้าของโจทก์ที่โจทก์นำมาใช้แล้วเกิดเหตุรถชนกันจนเสียหายใช้การไม่ได้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของจึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่ทำละเมิดเป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวเสียหายได้และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ผู้ทำละเมิด แม้ในข้อนี้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มิใช่เจ้าของรถคันเกิดเหตุ แต่ในเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ ทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้๒ ใน ๓ ส่วน เป็นเงิน ๓๖,๕๒๐ บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๓๖,๕๒๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน๒๕๒๘ จนกว่าจะชำระเสร็จ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4814/2533 นายพิศิษฐ์ ปักกาเวสูงฯ โจทก์ นายสมบูรณ์ พลสงคราม กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพิศิษฐ์ ปักกาเวสูงฯ · จำเลย - นายสมบูรณ์ พลสงคราม กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 1342/2509ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1000/2505ฎีกา 2572/2541ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 2610/2538ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา