คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 482/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำพิพากษาถึงที่สุดที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมผูกพันคู่ความตามกฎหมาย และผู้ครอบครองทรัพย์สินในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม จะอ้างการครอบครองปรปักษ์ไม่ได้ เว้นแต่จะได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือไปยังผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมอีกฝ่ายหนึ่งว่าตนจะยึดถือครอบครองทรัพย์สินนั้นในฐานะเจ้าของแต่ผู้เดียว
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยเคยพิพาทกันมาก่อนเกี่ยวกับที่ดินพิพาท และคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นของบิดามารดาของโจทก์จำเลย เมื่อบิดาถึงแก่กรรมโจทก์และจำเลยได้รับโอนมรดกเป็นเจ้าของร่วมกัน คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145 ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงแห่งคดีไม่ปรากฏว่าหลังจากที่ศาลฎีกาพิพากษาคดีนั้นแล้ว จำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ว่าจำเลยจะยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของแต่ผู้เดียวต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1381 จำเลยก็จะอ้างระยะเวลาหนึ่งปีมาเป็นข้อตัดสิทธิฟ้องร้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ของโจทก์หาได้ไม่
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นเจ้าของรวมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) ทะเบียนเล่มที่ ๑ หน้า ๑๙๗ หมู่ที่ ๓ ตำบลยางซ้าย อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย กับจำเลยและผู้อื่นอีกรวม ๖ คน เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๗ โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ มีความประสงค์ที่จะแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เป็นของโจทก์ออกจากเจ้าของรวม โจทก์ได้บอกกล่าวให้เจ้าของรวมคนอื่น ๆ ไปทำการแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ตามส่วน ปรากฏว่าจำเลยผู้เดียวไม่ยินยอมการกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยไปทำการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓) ดังกล่าว แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามส่วน หากจำเลยไม่ไปทำการแบ่งแยกที่ดินแก่โจทก์ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยถ้าไม่อาจแบ่งแยกได้ก็ขอให้เอาที่ดินแปลงดังกล่าวออกประมูลราคากันในระหว่างเจ้าของรวม หรือขายทอดตลาดแล้วจ่ายเงินที่ขายได้แก่โจทก์ที่ ๑ ที่ ๒ ตามส่วน
จำเลยให้การว่าที่ดินที่โจทก์ฟ้องเป็นของจำเลยผู้เดียว จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินแปลงนั้นมาจากนายเจือ ทองคำชู เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ หลังจากนั้นจำเลยก็ได้เข้าครอบครองทำกินตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จำเลยเพียงแต่ใส่ชื่อนายผาดไว้แทนจำเลยเท่านั้นเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๒๐ จำเลยได้ฟ้องโจทก์ทั้งสองกับพวกให้เพิกถอนชื่อโจทก์กับพวกออกจากทะเบียน น.ส.๓ ฉบับดังกล่าว ดังปรากฏตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๑/๒๕๒๐ ของศาลจังหวัดสุโขทัย โจทก์กับพวกไม่ได้ฟ้องแย้งให้จำเลยจัดการแบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์กับพวกแต่ประการใดซึ่งจากวันดังกล่าวจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า ๑ ปีแล้วคดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๒๕โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดสุโขทัยเรียกจำเลยและพนักงานที่ดินอำเภอเมืองสุโขทัยมาสอบถามเรื่องจำเลยไม่แบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ ศาลได้นัดพร้อมในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๒๕ และมีคำสั่งในวันนัดว่าโจทก์กับพวกไม่ได้ที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาของศาลในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๖๑/๒๕๒๐ หมายเลขแดงที่ ๒๖/๒๕๒๑แต่อย่างใด จึงยกคำร้องของโจทก์เสีย ซึ่งนับจากวันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกินกว่า ๑ ปีแล้วเช่นกัน คดีของโจทก์จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้พิพากษายกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยไปจัดการแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๒ ตามส่วน หากจำเลยไม่ไปจัดการแบ่งแยกที่ดินให้ ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและหากไม่สามารถแบ่งแยกได้ก็ให้เอาที่ดินออกประมูลกันในระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาด แล้วจ่ายเงินที่ขายให้แก่โจทก์ที่ ๑และที่ ๒ ตามส่วน ให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ที่ ๑ และที่ ๒
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ปัญหาวินิจฉัยมีว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยและมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่คดีนี้โจทก์จำเลยเคยพิพาทฟ้องร้องกันมาก่อนและคดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทนี้เดิมเป็นของนายผาดและนางกุหลาบบิดามารดาของโจทก์จำเลย เมื่อนายผาดถึงแก่กรรมแล้ว โจทก์และจำเลยได้รับโอนมรดกเป็นเจ้าของร่วมกัน จำเลยเป็นผู้มีบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทแต่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมก็เข้าเก็บผลไม้และตัดไม้ไผ่อันเป็นการครอบครองร่วมกันตลอดมา คำพิพากษานี้จึงผูกพันโจทก์จำเลยอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ การที่โจทก์ยื่นคำร้องในคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๒๕ ว่าจำเลยไม่แบ่งแยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยมาสอบถาม วันที่๑๑ มิถุนายน ๒๕๒๕ ซึ่งเป็นวันที่ศาลนัดสอบถามนั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้แถลงข้อเท็จจริงต่อศาลแต่ประการใดและข้อเท็จจริงแห่งคดีไม่ปรากฏว่า หลังจากศาลฎีกาพิพากษาคดีแล้ว จำเลยได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือไปยังโจทก์ว่าจำเลยจะยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเจ้าของแต่ผู้เดียวต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๑ ฉะนั้น จำเลยจะอ้างระยะเวลาหนึ่งปีมาเป็นข้อตัดสิทธิฟ้องร้องเรียกคืนซึ่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๕ ของโจทก์หาได้ไม่และจำเลยจะยกขึ้นโต้เถียงในชั้นนี้อีกว่าความจริงที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยแต่ผู้เดียว จำเลยได้ครอบครองเป็นเจ้าของตลอดมาย่อมเป็นการเถียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผูกพันจำเลยอยู่ ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยตลอดมา โจทก์จึงมีสิทธิและอำนาจที่จะฟ้องให้จำเลยแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมเมื่อใดก็ได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 482/2533
นายประพิศ สุวรรณศิลป์ ที่ 1 นายสมหวัง สุวรรณศิลป์ ที่ 2 โจทก์
นางแฉล้ม สาระถี จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายประพิศ สุวรรณศิลป์ ที่ 1 นายสมหวัง สุวรรณศิลป์ ที่ 2 · จำเลย - นางแฉล้ม สาระถี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | เธียร ยูงทอง · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · สัมฤทธิ์ ไชยศิริ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสุโขทัย - นายชาตรี สุริยะวิจิตรวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวิชัย บุญธินันท์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา