⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4929/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องขอคืนอากรที่ชำระเกินโดยสมัครใจ ต้องฟ้องภายในกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่นำสินค้าเข้า การเปรียบเทียบราคาสินค้าเพื่อประเมินราคาศุลกากร ต้องเป็นสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกันพอที่จะเปรียบเทียบได้

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 40 กำหนดให้โจทก์สามารถนำสินค้าออกจากอารักขาของศุลกากรได้โดยชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกันก็ได้ แต่โจทก์เลือกชำระค่าภาษีอากรตามจำนวนที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนด ถือได้ว่าโจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรส่วนที่เกินโดยสมัครใจ การฟ้องเรียกร้องขอคืนเงินอากรส่วนที่เสียไว้เกินจึงต้องนำอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 10 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ โจทก์มาฟ้องเรียกร้องเมื่อพ้นกำหนด 2 ปี นับจากวันที่นำของเข้า คดีจึงขาดอายุความ ลวดเหล็กชุบ ทองแดง สินค้าพิพาทที่โจทก์นำเข้าจากต่างประเทศใช้ผลิตยางรถยนต์ ส่วนสินค้าของบริษัท อ. ใช้ผลิตยางรถจักรยานยนต์และต่างมีขนาดหน้าตัดไม่เท่ากัน ทั้งมีปริมาณการนำเข้าแต่ละครั้งแตกต่างกันมาก ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกันพอที่จะเปรียบเทียบราคากันได้ จึงไม่อาจนำราคาสินค้าของบริษัท อ. มาประเมินเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของสินค้าพิพาท ขณะที่โจทก์นำเข้าได้ เมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะชี้ให้เห็นได้ว่าราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของสินค้าพิพาทควรจะเป็นอย่างอื่น จึงพออนุมานได้ว่าราคาสินค้าพิพาทตามที่โจทก์ซื้อมานั้นเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.2 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.10 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.11 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ม.40

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อลวดเหล็กชุบทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๐.๐๓๗ นิ้ว จากบริษัทในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในราชอาณาจักร เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมทำยางรถยนต์ และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเพื่อเสียอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีบำรุงเทศบาลแก่จำเลยตามราคาที่ซื้อมาถูกต้องแล้วแต่จำเลยได้แจ้งการประเมินให้โจทก์เพิ่มราคาสินค้า และชำระค่าภาษีอากรเพิ่มขึ้นอีกเป็นการไม่ชอบ โจทก์อุทธรณ์แล้ว จำเลยก็ยังวินิจฉัยยืนตามราคาเดิม จึงขอให้เพิกถอนการประเมิน และให้จำเลยคืนเงินที่เรียกราคาสูงเกินไปให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า การแจ้งประเมินราคาของเจ้าหน้าที่จำเลยและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว ทั้งฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของโจทก์(ที่ถูกจำเลย) เฉพาะสินค้าที่โจทก์นำเข้าตามฟ้องในเที่ยวที่ ๒ถึงเที่ยวที่ ๖ ตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ ๑๑๙-๔๑๔๑๖, ๑๑๙-๔๑๑๖๔,๑๒๙-๔๒๑๓๔, ๑๑๑-๔๑๓๒ (ที่ถูก ๐๑๐-๔๑๓๑๒) และ ๐๒๑-๔๑๑๘๘ โดยให้ถือราคาอันแท้จริงในท้องตลาดตามบัญชีราคาสินค้าที่โจทก์อ้างส่งไว้ในคดีนี้เป็นเกณฑ์ในการเรียกเก็บ ภาษีอากร ส่วนสินค้าที่โจทก์นำเข้าในเที่ยวแรกตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ ๑๘๙-๔๒๓๑๘ ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ที่เรียกคืนค่าภาษีอากรสำหรับสินค้าที่นำเข้าเที่ยวแรกขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่าโจทก์นำสินค้าเที่ยวแรกเข้ามาเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๙ และชำระค่าภาษีอากรเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๒๙ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๓๑ ซึ่งเกินกำหนด ๒ ปี นับแต่วันที่โจทก์นำสินค้าเข้าและชำระค่าภาษีอากร โจทก์อุทธรณ์ว่า อายุความฟ้องเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียมีกำหนด ๒ ปี นับจากวันที่นำของเข้าที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ นั้น นำมาปรับแก่คดีของโจทก์ไม่ได้ เพราะโจทก์มิได้เสียเงินภาษีอากรเกินด้วยความสมัครใจกรณีของโจทก์ต้องนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ ซึ่งมีกำหนด ๑๑ ปีมาปรับแก่คดี ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙มาตรา ๔๑ โจทก์สามารถนำสินค้าออกจากอารักขาของศุลกากรได้โดยชำระภาษีอากรให้ครบถ้วนหรือวางเงินไว้เป็นประกันก็ได้ แต่โจทก์เลือกชำระค่าภาษีอากรตามจำนวนที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยกำหนดดังนี้จึงถือได้ว่า โจทก์ได้ชำระค่าภาษีอากรส่วนที่เกินโดยสมัครใจการฟ้องเรียกร้องขอคืนเงินอากรส่วนที่เสียไว้เกินจึงต้องนำอายุความ๒ ปี ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ วรรคห้า มาใช้บังคับ โจทก์มาฟ้องเรียกร้องขอคืนค่าอากรที่เสียไว้เกินจำนวนเมื่อพ้นกำหนด ๒ ปี นับจากวันที่นำของเข้าคดีของโจทก์ส่วนนี้จึงขาดอายุความดังที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยมาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า สินค้าพิพาทที่โจทก์ทำคำโต้แย้งราคาไว้ได้แก่สินค้าที่โจทก์นำเข้าเที่ยวที่ ๒ ถึงเที่ยวที่ ๖ นั้นมีราคาแท้จริงในท้องตลาดเป็นเท่าใดข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ราคาที่โจทก์สำแดงไว้ในแบบแสดงรายการการค้าคือตันละ ๗๒๕ เหรียญสหรัฐอเมริกา ซี.ไอ.เอฟ. สำหรับการนำเข้าสินค้าพิพาทเที่ยวที่ ๒ กับเที่ยวที่ ๓ และตันละ ๗๓๓ เหรียญสหรัฐอเมริกาซี.ไอ.เอฟ. สำหรับเที่ยวที่ ๔ ถึงเที่ยวที่ ๖ นั้น เป็นราคาที่โจทก์ได้ทำสัญญากับผู้ขายที่ประเทศญี่ปุ่นและโจทก์ได้ชำระราคาสินค้าพิพาทไปในราคาดังกล่าวจริง จำเลยนำสืบว่า ราคาดังกล่าวจะถือเป็นราคาแท้จริงในท้องตลาดไม่ได้ เพราะบริษัทอีโนเว รับเบอร์ จำกัด นำสินค้าประเภทนี้เข้ามาในระยะเวลาใกล้เคียงกับที่โจทก์นำเข้าในราคากิโลกรัมละ ๑๗๑ เยนญี่ปุ่นเอฟ.โอ.บี. จึงต้องถือราคาดังกล่าวเป็นราคาท้องตลาด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สินค้าพิพาทใช้สำหรับผลิตยางรถยนต์ ส่วนสินค้าของบริษัทอีโนเว รับเบอร์ จำกัด ใช้ผลิตยางรถจักรยานยนต์ จึงเป็นสินค้าที่นำมาใช้เพื่อผลิตผลที่ต่างกัน และสินค้าพิพาทมีขนาดหน้าตัดกว้าง ๐.๑๓๗ นิ้ว หรือประมาณ ๑.๙๓๙๘มิลลิเมตร ส่วนสินค้าของบริษัทอีโนเว รับเบอร์ จำกัดหน้าตัดกว้าง๐.๙๗ มิลลิเมตร ขนาดโตกว่าสินค้าพิพาท ดังนั้นย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันหรือใกล้เคียงกันพอที่จะเปรียบเทียบราคากันได้ ทั้งได้ความว่าสินค้าพิพาทนี้โจทก์นำเข้าครั้งละ ๑๙ ตันเศษ แต่สินค้าของบริษัทอีโนเว รับเบอร์ จำกัด มีเพียง ๗ ตันเศษเท่านั้น การที่โจทก์นำสินค้าพิพาทเข้ามาแต่ละครั้งเป็นจำนวนมากและขนาดเล็กกว่าย่อมมีราคาต่อหน่วยถูกกว่าสินค้าของบริษัทอีโนเวรับเบอร์ จำกัด นายสุพัฒน์ หิรัญศิริวัฒน์ พยานจำเลยเบิกความว่านอกจากโจทก์นำสินค้าดังกล่าวเข้ามาแล้ว ยังมีบริษัทกู๊ดเยียร์ จำกัดนำสินค้าชนิดเดียวกันสั่งเข้ามาจากบริษัทผู้ผลิตรายเดียวกับที่โจทก์สั่งเข้ามาและสั่งเข้ามาเพื่อใช้ผลิตยางนอกรถยนต์ เช่นเดียวกับโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.๑ แผ่นที่ ๙๕ อันดับที่ ๑๔, ๑๕, ๑๖, ๒๑, ๒๕ และ ๒๖ปรากฏว่าราคาสินค้าที่บริษัทกู๊ดเยียร์ จำกัด สำแดงไว้นั้นยังต่ำกว่าราคาของโจทก์เสียอีก โดยมีราคาเพียงตันละ ๖๗๕ เหรียญสหรัฐอเมริกา เอฟ.โอ.บี ดังนั้นที่จำเลยถือราคาที่บริษัทอีโนเวรับเบอร์ จำกัด นำสินค้าที่ถือไม่ได้ว่าเป็นชนิดและประเภทเดียวกันกับสินค้าพิพาทมาประเมินราคาของสินค้าพิพาทจึงไม่ถูกต้องที่จะถือว่าเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของสินค้าพิพาทในขณะที่โจทก์นำเข้า และเมื่อไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะชี้ให้เห็นได้ว่า ราคาอันแท้จริงในท้องตลาดของสินค้าพิพาทควรจะเป็นอย่างอื่น จึงพออนุมานได้ว่าราคาสินค้าพิพาทตามที่โจทก์ซื้อมานั้นเป็นราคาอันแท้จริงในท้องตลาด ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2533 บริษัทดีสโตน จำกัด โจทก์ กรมศุลกากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทดีสโตน จำกัด · จำเลย - กรมศุลกากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตัน เวทไว · เดชา สุวรรณโณ · อุดม เฟื่องฟุ้ง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลภาษีอากรกลาง - นายวิชา มั่นสกุล · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 902/2525ฎีกา 675/2545ฎีกา 2227/2534ฎีกา 771-772/2532ฎีกา 3761/2532ฎีกา 3363/2537ฎีกา 3308/2533ฎีกา 637/2483ฎีกา 3148/2535ฎีกา 4605/2533ฎีกา 476/2492ฎีกา 3788/2528ฎีกา 1426/2530ฎีกา 3273/2532ฎีกา 1010/2537ฎีกา 4228/2555ฎีกา 5481/2540ฎีกา 417/2532ฎีกา 2662/2534ฎีกา 4448/2533ฎีกา 1587/2534ฎีกา 1158/2539ฎีกา 3596/2534ฎีกา 2095/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา