คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5062/2533
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรับสารภาพข้อเท็จจริงในศาลชั้นต้น ย่อมผูกพันจำเลยในชั้นฎีกา และจำเลยจะยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งมิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หาได้ไม่
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลอมและใช้เอกสารปลอม เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องโจทก์ จำเลยจะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่าเอกสารที่จำเลยกรอกข้อความขึ้นไม่เกี่ยวกับธนาคาร เป็นแต่เพียงการทำหลักฐานหรือหนังสือเท็จ ไม่เป็นการปลอมเอกสารหรือเอกสารสิทธิดังฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้วทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีกด้วย และที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยในคดีความผิดข้อหายักยอกทรัพย์ ซึ่งผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาเช่นเดียวกัน.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลอมใบฝากเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาสะพานกรุงธน อันเป็นเอกสารสิทธิ โดยกรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบรายการใบฝากเงินดังกล่าวว่า จำเลยได้นำเช็คของผู้มีชื่อซึ่งเป็นลูกหนี้ของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด เข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด แล้วได้ลงลายมือชื่อปลอมลงในช่องบายมือชื่อพนักงานรับ-จ่ายเงินของธนาคารดังกล่าว เป็นการรับรองว่าธนาคารได้รับเงินเข้าบัญชีเงินฝากของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด แล้ว เพื่อให้บริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่บริษัทได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้แล้วซึ่งความจริงจำเลยมิได้นำเงินเข้าบัญชีของบริษัท ดังกล่าว หลังจากปลอมแล้วจำเลยยังใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด เพื่อยืนยันว่าจำเลยได้นำเงินของลูกหนี้เข้าบัญชีของบริษัทดังกล่าวแล้ว โดยจำเลยปลอมและใช้อ้างเอกสารดังกล่าวหลายครั้งขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๕, ๒๖๘ วรรคแรก ลงโทษตามมาตรา ๒๖๘วรรคสอง รวม ๒๐ กระทง เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา ๙๑ จำคุกกระทงละ๖ เดือน รวมจำคุก ๑๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๕ ปี
จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยไม่ชอบ เพราะโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๙๑ และการกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๖๔ เท่านั้น นอกจากนี้ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์จำเลยก็ได้ชดใช้ค่าเสียหายจนผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว ประกอบกับจำเลยกำลังตั้งครรภ์จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง หรือลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดหลายกรรมต่างกันและจำเลยให้การรับสารภาพ แม้โจทก์จะมิได้อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ศาลก็มีอำนาจเรียงกระทงลงโทษจำเลยได้ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแต่ในศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ จึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาข้อ ๒.๑ ว่า ใบฝากเงินฝากกระแสรายวันของธนาคารเป็นแบบฟอร์มทั่วไปสำหรับประชาชนหรือลูกค้าใช้กรอกข้อความเพื่อจะ นำเงินเข้าฝากเป็นเสมือนเอกสารช่วยจำของผู้ฝากหรือพนักงานธนาคาร แม้จตำเลยกจะกรอกข้อความลงในแบบฟอร์มเอกสารดังกล่าวก็ไม่เกี่ยวกับธนาคาร เพราะจำเลยมิได้ยื่นและนำเงินเข้าฝากธนาคาร ไม่ทำให้เอกสารนั้นก่อให้เกิดสิทธิหรือผูกพันธนาคารชื่อพนักงานที่จำเลยลงชื่อไปจะมีตัวตนหรือไม่ก็ไม่ปรากฏเป็น เรื่องจำเลยกรอกข้อความและเซ็นชื่อเองทั้งหมด จึงเป็นกรณีที่จำเลยทำหลักฐานหรือหนังสืออันเป้นเท็จขึ้นเท่านั้น หาได้เป็นการปลอมเอกสารหรือเอกสารสิทธิแต่อย่างใดไม่ และฎีกาข้อ ๒.๓ ว่า สิทธินำคีดมาฟ้องของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) เพราะการกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่ จำเลยในความผิดข้อหายักยอกทรัพย์ ซึ่งผู้เสียหายได้ถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ปลอมใบฝากเงินกระแสรายวันของธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาสะพานกรุงธน อันเป็นเอกสารสิทธิ โดยกระอข้อความอันเป็นเท็จลงในแบบรายการใบฝากเงินดังกล่าวว่า จำเลยได้นำเช็คของผู้มีชื่อซึ่งเป็นลูกหนี้ของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัดเข้าฝากในบัญชีกระแสรายวันของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัดแล้วได้ลงลายมือชื่อปลอมลงในช่องลายมือชื่อพนักงานรับ-จ่ายเงินของธนาคารดังกล่าวเป็นการรับรองว่าธนาคาร ได้รับเงินเข้าบัญชีเงินฝากของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด แล้ว เพื่อให้บริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด หลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่บริษัทได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้แล้ว ซึ่งความจริงจำเลยมิได้นำเงินเข้าบัญชีของบริษัทดังกล่าว หลังจากปลอมแล้วจำเลยยังใช้อ้างแสดงต่อพนักงานของบริษัทโรงแรมจันทร์สมธารา จำกัด เพื่อยืนยันว่าจำเลยได้นำเงินของลูกหนี้เข้าบัญชีของบริษัทดังกล่าวแล้ว ดังนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ดังฟ้องของโจทก์จำเลยจะมาโต้เถียงในชั้นฎีกาว่า เอกสารที่จำเลยกรอกข้อความขึ้นไม่เกี่ยวกับธนาคาร เป็นแต่เพียงการทำหลักฐานหรือหนังสือเท็จ ไม่เป็นการปลอมเอกสารหรือเอกสารสิทธิดังฟ้องหาได้ไม่ เพราะเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อีกด้วย และที่จำเลยฎีกาข้อ ๒.๓ ว่าการกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำในคดีที่ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยใน ความผิดข้อหายักยอกทรัพย์ ซึ่งมิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้นเช่นเดียวกันฎีกาทั้งสองข้อของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยดังกล่าวขึ้นมาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
พิพากษายกฎีกาจำเลย.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5062/2533
พนักงานอัยการจังหวัดระนอง โจทก์
นางสาวรัชนี จันทวีป จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดระนอง · จำเลย - นางสาวรัชนี จันทวีป |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สมศักดิ์ วิธุรัติ · เสียง ตรีวิมล · บุญศรี กอบบุญ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดระนอง - นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายประพัฒน์ อุชุภาพ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา