⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5084/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5084/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนโดยเจตนาหลอกลวงให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน.

ย่อคำพิพากษา

ผู้เสียหายทั้งสองถูกจำเลยหลอกลวงว่าจำเลยสามารถส่งคนไปทำงานในประเทศคูเวตได้โดยเรียกค่าบริการคนละ 30,000 บาท ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ความจริงจำเลยไม่สามารถส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศได้แต่อย่างใด ในขณะที่จำเลยพูดหลอกลวงนั้นมีคนอื่นอีก 8 คนอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยพาผู้เสียหายไปอยู่ในบ้านซึ่งจำเลยเช่าให้คนหางานพักอาศัยอยู่ประมาณ 30-40 คน พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนซึ่งหมายถึงบุคคลทั่วไปจำเลยจึงมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 343 วรรคแรก ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศหรือได้ส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศมาบ้างแล้วประกอบกับทางพิจารณารับฟังได้ว่าจำเลยมิได้เจตนาจัดหางานให้แก่คนหางานแต่ประการใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 30, 82.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.343 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.30 พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม.82

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑,๓๔๓, ๙๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา๓๐, ๘๒ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ ๓๐,๐๐๐ บาทและนับโทษต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๓๐ ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ ให้จำคุก ๕ ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๘๒ อีกกระทงหนึ่ง ให้จำคุก๓ ปี รวมจำคุก ๘ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๕ ปี ๔ เดือน ให้จำเลยชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่ขอให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๔๕/๒๕๓๐ ให้ยกเพราะศาลยังไม่ได้พิพากษา จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ให้จำคุกมีกำหนด ๒ ปี ยกฟ้องในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาโจทก์ข้อแรกมีว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ วรรคแรกหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายทั้งสองถูกจำเลยหลอกลวงว่าจำเลยสามารถส่งคนไปทำงานในประเทศคูเวต ได้ จำเลยเรียกค่าบริการคนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายทั้งสองหลงเชื่อมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยไป ความจริงจำเลยไม่สามารถส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศได้แต่อย่างใดและมิได้ดำเนินการติดต่อกับบริษัทหรือหน่วยงานใด ๆในต่างประเทศ ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของนายสายันต์ผู้เสียหายว่า ในขณะที่จำเลยพูดหลอกลวงนั้นมีคนอื่นอีก ๘ คน อยู่ในสถานที่เกิดเหตุคือบริษัทกุหลาบไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจัดหางานให้แก่คนหางาน ต่อมาวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๒๙ จำเลยได้พานายสายันต์ผู้เสียหายกับพวกอีกประมาณ ๑๐ คนไปที่สนามบินดอนเมือง แล้วจำเลยบอกว่าเครื่องบินเต็มไม่สามารถไปทำงานต่างประเทศได้ นัดให้มาใหม่ในวันที่ ๒๒ เดือนเดียวกันโดยบอกว่าจะไปทำงานในต่างประเทศในวันดังกล่าว ครั้นถึงวันนัดจำเลยไม่ได้พาไปที่สนามบินดอนเมืองแต่พาไปพักอาศัยอยู่กับบิดาของจำเลยที่จังหวัดสุพรรณบุรีพักอยู่ นาน ๓ เดือนเศษ จำเลยจึงพามาอยู่ที่ซอยลาดพร้าว ๓๐ โดยให้อยู่กับนายเหมผู้เสียหายอีกคนหนึ่งในบ้านซึ่งจำเลยเช่าให้คนหางานพักอาศัยอยู่ประมาณ ๓๐ ถึง ๔๐ คน ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมานี้ชี้ให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน ซึ่งหมายถึงบุคคลทั่วไปหาได้มีเจตนาโดยจำเลยเฉพาะผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้นไม่ ดังจะเห็นได้จากการที่จำเลยเช่าบ้านให้คนหางานพักอาศัยอยู่ประมาณ ๓๐ ถึง ๔๐ คน และได้พาคนหางานประมาณ ๑๐ คนไปยังสนามบินดอนเมืองพร้อมกับผู้เสียหายทั้งสองด้วย นอกจากนี้ยังปรากฏตามคำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนตามเอกสารหมายจ.๓ ซึ่งจำเลยยอมรับว่ามีการประกาศแก่บุคคลทั่วไปจริง จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ วรรคแรก ปัญหาข้อต่อไปมีว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศหรือได้ส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศมาบ้างแล้วประกอบกับทางพิจารณารับฟังได้ว่าจำเลยมิได้มีเจตนาจัดหางานให้แก่คนหางานแต่ประการใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก ๓ ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5084/2533 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายวิชัย สิงห์เมือง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · จำเลย - นายวิชัย สิงห์เมือง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ปิ่นทิพย์ สุจริตกุล · สุเทพ กิจสวัสดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2593/2521ฎีกา 2530/2527ฎีกา 2015/2521ฎีกา 1715/2545ฎีกา 185/2566ฎีกา 729/2483ฎีกา 3237/2543ฎีกา 530/2483ฎีกา 18654/2555ฎีกา 227/2507ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 2264/2532ฎีกา 3380/2531ฎีกา 5957/2530ฎีกา 693/2526ฎีกา 2680/2531ฎีกา 7891/2544ฎีกา 3295/2543ฎีกา 1189/2537ฎีกา 3775/2527ฎีกา 769-770/2539ฎีกา 15335-15336/2555ฎีกา 2027/2536
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา