⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5530/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5530/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดี ย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความในคดีได้.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์ จำเลยเช่าที่ดินจาก อ. กับพวกเจ้าของที่ดินเดิม ต่อมาโจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับจำเลยให้จำเลยรื้อถอนห้องแถวและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวาร และใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า ห้องแถวไม่ใช่ของจำเลย จำเลยไม่ได้ละเมิดโจทก์ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ห้องแถวเป็นของผู้ร้องสอดและโจทก์ตกลงขายที่ดินให้ผู้ร้องสอดแล้ว โดยตกลงให้ตึกแถวของผู้ร้องสอดตั้งอยู่ในที่เดิมได้ โจทก์มีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญาซื้อขาย คำฟ้องของโจทก์ที่ขอให้บังกับจำเลยรื้อถอนห้องแถวและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินเช่นนี้มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องสอด คำร้องของผู้ร้องสอดดังกล่าวเป็นคำร้องเพื่อขอคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องสอดอันเกิดจากข้อพิพาทคดีนี้ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้าเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอด ซึ่งแม้คำร้องสอดจะกล่าวว่าขอเข้าเป็นคู่ความร่วม แต่เนื้อหาแห่งคำร้องก็เป็นการขอเข้ามาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57(1) แล้วศาลย่อมพิจารณาคำร้องสอดตามเนื้อหาที่ปรากฏนั้นได้.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.243 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม.8

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเช่าที่ดินจากนายอำนวย กับพวกเพื่อปลูกห้องแถวไม้ชั้นเดียว ต่อมาที่ดินที่จำเลยเช่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเช่า จึงได้บอกเลิกสัญญา กับให้จำเลยรื้อถอนบ้านและขนย้ายทรัพย์สินกับบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องแถวและขนย้ายทรัพย์สินพร้อมทั้งบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้ใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยมิใช่เจ้าของบ้านที่โจทก์ฟ้องขอให้รื้อถอน และจำเลยก็มิได้อาศัยอยู่ในบ้านดังกล่าว จำเลยมิได้ทำละเมิดโจทก์ไม่เสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า บ้านที่โจทก์ฟ้องบังคับให้รื้อถอนออกไปจากที่ดินของโจทก์เป็นบ้านของผู้ร้องสอดมิใช่ของจำเลยผู้ร้องสอดกับบุคคลในครอบครัวมิใช่บริวารของจำเลย ผลแห่งคำพิพากษาอาจทำให้ผู้ร้องสอดเสียหายโจทก์ได้ตกลงจะขายที่ดินตามฟ้องเนื้อที่๕๐ ตารางว่า ให้แก่ผู้ร้องสอดราคา ๑๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ร้องสอดชำระราคาไปแล้วบางส่วนเป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท โจทก์ต้องโอนที่ดินตามฟ้องให้แก่ผู้ร้องสอดและรับราคาส่วนที่เหลือ จึงขอร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของผู้ร้องสอดเป็นการตั้งประเด็นขึ้นใหม่ว่า ผู้ร้องสอดกับโจทก์ได้ตกลงซื้อขายที่ดินที่ปลูกห้องแถวพิพาทกันแล้วจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสอดตั้งสิทธิขึ้นมาเองโดยลำพัง ไม่ชอบที่จะขอเข้ามาเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๒) จึงไม่อนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วม ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นของโจทก์จำเลยเช่าที่ดินจากนายอำเภอกับพวกเจ้าของที่ดินเดิมต่อมาโจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินได้บอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับจำเลยให้จำเลยรื้อห้องแถวไม้ชั้นเดียวและขนย้ายทรัพย์บริวารออกจากที่ดิน และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ห้องแถวไม่ใช่ของจำเลย จำเลยไม่ได้ละเมิดโจทก์ ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ห้องแถวเป็นของผู้ร้องสอดและโจทก์ตกลงขายที่ดินตามฟ้องให้แก่ผู้ร้องสอดแล้วโดยตกลงให้ห้องแถวของผู้ร้องสอดตั้งอยู่ในที่เดิมได้ ไม่ต้องเคลื่อนย้ายไป ทั้งโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินด้วย ดังนี้ เป็นการที่ผู้ร้องสอดอ้างว่าห้องแถวเป็นของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดมีสิทธิตามสัญญาจะซื้อขายที่ดินตามฟ้อง โดยมีข้อตกลงตามสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ให้ห้องแถวตั้งอยู่ในที่เดิมผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องรื้อห้องแถวออกไป ฉะนั้นที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนห้องแถวและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินจึงมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของผู้ร้องสอด คำร้องของผู้ร้องสอดจึงเป็นคำร้องเพื่อขอคุ้มครองสิทธิของผู้ร้องสอดอันเกิดจากข้อพิพาทคดีนี้ ผู้ร้องสอดเป็นผู้มีส่วนได้เสียในมูลความแห่งคดีย่อมมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลขอเข้าเป็นคู่ความได้ด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๑) ซึ่งแม้ว่าคำร้องสอดจะกล่าวว่าขอเข้าเป็นจำเลยร่วมก็ตาม แต่เนื้อหาแห่งคำร้องก็มีลักษณะเป็นการขอเข้ามาตาม มาตรา ๕๗(๑) แล้วศาลย่อมพิจารณาคำร้องสอดตามเนื้อหาที่ปรากฏนั้นได้ พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องสอดเป็นคู่ความในคดีนี้ได้ให้ศาลชั้นต้นดำเนินคดีต่อไปตามกระบวนความ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5530/2533 นายสุรพล ศิลาเจริญธนกิจ โจทก์ นางสาวสมปอง วรเศวต ผู้ร้องสอด นางนฤมล ประสิทธิ์เพียงชัย หรือ ประสิทธิ์เพียรชัย จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายสุรพล ศิลาเจริญธนกิจ · ผู้ร้องสอด - นางสาวสมปอง วรเศวต · จำเลย - นางนฤมล ประสิทธิ์เพียงชัย หรือ ประสิทธิ์เพียรชัย
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประศาสน์ ธำรงกาญจน์ · ถาวร ตันตราภรณ์ · วินัย กันนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายเกรียงศักดิ์ คงผล · ศาลอุทธรณ์ - นายพิมล สมานิตย์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 5473/2548ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2834/2527ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 2520/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 2709/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 2898/2538ฎีกา 4484/2536ฎีกา 226/2532ฎีกา 1003/2521ฎีกา 2404/2530ฎีกา 960/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา