⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5817/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- สัญญาค้ำประกันเป็นนิติกรรมธรรมดา แม้สหกรณ์เป็นคู่สัญญา ก็ไม่ได้รับการยกเว้นค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียม - แม้สัญญาค้ำประกันจะปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ แต่หากผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญาจริง ก็ต้องรับผิดตามจำนวนที่ระบุในสัญญา - การฟ้องเรียกเงินที่ถูกยักยอกคืนและให้ผู้ค้ำประกันรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ถือว่าคำฟ้องชัดแจ้งเพียงพอแล้ว

ย่อคำพิพากษา

พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 มาตรา 9 บัญญัติว่า"ถ้าสหกรณ์เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสำหรับการได้มา การจำหน่าย การยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ หรือการยึดหน่วงซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจดทะเบียนเช่นว่านั้นให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม" สัญญาค้ำประกันมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนจึงเป็นนิติกรรมธรรมดา แม้สหกรณ์โจทก์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด แม้สัญญาค้ำประกันจะมิได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ แต่ผู้ค้ำประกันยอมรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจริง จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาค้ำประกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐาน ส่วนการที่จะให้ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกินกว่าจำนวนเงินที่ระบุในสัญญาค้ำประกันนั้น ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเป็นพยานหลักฐานอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 118 ผู้ค้ำประกันจึงไม่ต้องร่วมรับผิดเต็มตามจำนวนที่ฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ แล้วทำเรื่องราวขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกดังกล่าวรวมหลายคราวเป็นเงิน 728,070 บาทซึ่งโจทก์หลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของสมาชิกจริงจึงอนุมัติจ่ายให้ไป คำฟ้องของโจทก์ชัดแจ้งพอเพียงแล้ว จำเลยที่ 1 จะปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ด้วยวิธีใด หลักฐานการปลอมแปลงมีหรือไม่และมีการตรวจสอบไปแล้วเพียงใดเป็นเรื่องรายละเอียด ไม่จำต้องบรรยายมา ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องเรียกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ยักยอกคืน และฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.164 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.680 ประมวลรัษฎากร ม.118 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2511 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานการเงิน จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันรับผิดโดยไม่จำกัดจำนวน ต่อมาจำเลยที่ ๑ ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกของโจทก์ แล้วทำเรื่องขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกนั้นรวมหลายคราวเป็นเงินทั้งสิ้น ๗๒๘,๐๗๐ บาท โจทก์หลงเชื่อได้จ่ายเงินให้ไป ทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดด้วยขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยจำกัดจำนวนเพียง ๑๐,๐๐๐ บาท ความเสียหายที่เกิดขึ้นมิใช่เกิดจากการกระทำผิดของจำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมและขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๐๐,๗๗๐บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๙บัญญัติไว้ว่า "ถ้าสหกรณ์เกี่ยวข้องในกิจการใดที่กฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสำหรับการได้มา การจำหน่าย การยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้หรือการยึดหน่วงซึ่งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ การจดทะเบียนเช่าว่านั้นให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม" สัญญาค้ำประกันตามฟ้องมิได้มีกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนสัญญาแต่ประการใด เป็นนิติกรรมธรรมดาแม้สหกรณ์โจทก์จะเป็นคู่สัญญาก็ไม่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์หรือค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ได้นำเงินจำนวน ๗๒๘,๐๗๐ บาทของโจทก์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ขอให้จำเลยที่ ๑ รับผิดในจำนวนเงินดังกล่าว และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในเงินจำนวนดังกล่าวด้วยเต็มจำนวน จำเลยที่ ๒ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยตกลงค้ำประกันจำเลยที่ ๑ โดยไม่จำกัดจำนวนตามฟ้อง จำเลยที่ ๒ ค้ำประกันจำเลยที่ ๑ เป็นเงินเพียง๑๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น เห็นได้ว่า จำเลยที่ ๒ ยอมรับแล้วว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ เป็นจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทตามฟ้อง จำเลยที่ ๒จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันตามจำนวนดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานประกอบการพิจารณา สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ จะต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันเกินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาทหรือไม่ ย่อมต้องอาศัยหนังสือสัญญาค้ำประกันมาเป็นพยานหลักฐาน อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๑๘จึงไม่อาจจะวินิจฉัยให้จำเลยที่ ๒ รับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ค้ำประกันเต็มตามจำนวนตามที่โจทก์ฟ้องได้ โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๒๔ ถึงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๒๕ จำเลยที่ ๑ ได้ทำการทุจริตต่อหน้าที่ปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ แล้วทำเรื่องขอกู้เงินฉุกเฉินจากโจทก์ในนามของสมาชิกดังกล่าวรวมหลายคราวเป็นเงิน ๗๒๘,๐๗๐ บาทซึ่งโจทก์หลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของสมาชิกจริงจึงอนุมัติจ่ายให้ไป ดังปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายบัญชีแสดงรายการการกู้ฉุกเฉินที่จำเลยที่ ๑ ทำการทุจริตเอกสารท้ายฟ้อง คำฟ้องข้อ ๓ ของโจทก์ชัดแจ้งพอเพียงแล้ว จำเลยที่ ๑ จะปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกโจทก์ด้วยวิธีใด หลักฐานการปลอมแปลงมีหรือไม่และมีการตรวจสอบไปแล้วเพียงใดนั้นเป็นเรื่องรายละเอียด ไม่จำต้องบรรยายมา ฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้ว ไม่เคลือบคลุม โจทก์ฟ้องเรียกเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ ๑ ยักยอกคืน และสำหรับจำเลยที่ ๒ โจทก์ฟ้องให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ ๑ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๒ ได้ภายใน ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๖๔ ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินของโจทก์โดยทุจริตตามฟ้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดต่อโจทก์ในเงินจำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5817/2533 สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด โจทก์ นายสุวิทย์ สวมสูง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย จำกัด · จำเลย - นายสุวิทย์ สวมสูง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ ฉิมพาลี · ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 6938/2539ฎีกา 1800/2511ฎีกา 4082/2530ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 3219/2534ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1055/2492ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 1531/2526ฎีกา 1808/2512ฎีกา 311/2538ฎีกา 2224/2528ฎีกา 2768/2519ฎีกา 1959/2529
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา