⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6276/2533

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6276/2533

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีโดยไม่ชัดแจ้งว่าได้ปฏิเสธลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็ค ย่อมถือว่าจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คนั้น และการนำสืบปฏิเสธลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คในภายหลัง ถือเป็นการนำสืบนอกคำให้การ.

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 4 มิได้ให้การปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 หุ้นส่วนผู้จัดการห้างจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้จำเลยที่ 4 ให้การว่าห้าง จำเลยที่ 1 ไม่เคยผูกนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เช็คตามฟ้องไม่มีมูลหนี้อันโจทก์จะอ้างกับห้างจำเลยที่ 1 ก็ไม่ชัดแจ้งว่าได้ให้การปฏิเสธเกี่ยวกับลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายย่อมเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ทำให้ไม่มีประเด็นเรื่องนี้ การที่จำเลยที่ 4นำสืบปฏิเสธว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ 2จึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.59 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.909 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.987 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.989 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1068

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เป็นผู้ถือหุ้นในห้างจำเลยที่ ๑ ต่อมาได้โอนหุ้นให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๕ แต่จำเลยที่ ๓และที่ ๔ ยังต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ก่อขึ้นก่อนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ออกจากหุ้นส่วน เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๗จำเลยที่ ๒ นำเช็คซึ่งมีจำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ ๖เป็นผู้สลักหลังรวม ๕ ฉบับ เป็นเงิน ๓๑๘,๒๐๐ บาท มาแลกเงินสดไปจากโจทก์ เมื่อเช็คดังกล่าวถึงกำหนด ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๕ และที่ ๖ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ในด้านการค้ากับโจทก์ โจทก์มิใช่ผู้ทรงเช็คและนำเช็คปราศจากมูลหนี้มาฟ้องโดยไม่สุจริต เช็คตามภาพถ่ายเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข๑๐ และ ๑๒ มิได้ประทับตามสำคัญของจำเลยที่ ๑ ไม่ผูกพันจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๔ จึงไม่ต้องรับผิดชอบ หนี้ตามเช็คเกิดขึ้นภายหลังจำเลยที่ ๔ ได้ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ ๑ แล้วโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน ๒๐๐,๐๐๐บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๖๐,๐๐๐บาท นับจากวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗ เป็นต้นไป ในต้นเงิน ๗๐,๐๐๐บาท นับแต่จากวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๒๗ เป็นต้นไป และในต้นเงิน๗๐,๐๐๐ บาท นับจากวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๗ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งหกจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจะต้องไม่เกิน ๑๒,๙๗๗.๐๘ บาท ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงิน ๑๑๘,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท นับจากวันที่๒๖ ธันวาคม ๒๕๒๗ เป็นต้นไปและในต้นเงิน ๕๘,๒๐๐ บาท นับจากวันที่๑๐ เมษายน ๒๕๒๗ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๒ จำชำระเสร็จแก่โจทก์เมื่อคำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจะต้องไม่เกิน ๗,๐๒๓.๗๕ บาท จำเลยที่ ๔ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ ๔ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายไว้ว่า จำเลยที่ ๒ ในฐานะกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท และทางนำสืบของโจทก์ โจทก์มีนายสมเจตน์ เจตพิพัฒน์รองผู้จัดการธนาคารตามเช็คพิพาท เป็นพยานเบิกความประกอบกับคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ ได้ความว่าเช็คหมาย จ.๖ ถึงจ.๘ นั้น จำเลยที่ ๒ หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่าย และจำเลยที่ ๔ เป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ ๑ด้วย ดังนี้จำเลยที่ ๔ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ ๔ มิได้ให้การปฏิเสธไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท แม้จำเลยที่ ๔ ให้การว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เคยผูกนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เช็คตามฟ้องไม่มีมูลหนี้อันโจทก์จะอ้างกับจำเลยที่ ๑ ได้ก็ตาม ก็ไม่ชัดแจ้งว่าได้ให้การปฏิเสธเกี่ยวกับลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย ย่อมเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๗ วรรคสองถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๔ ได้ให้การปฏิเสธในข้อดังกล่าวไว้ ทำให้ไม่มีประเด็นเรื่องนี้จะนำสืบ การที่จำเลยที่ ๔ นำสืบปฏิเสธว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทไม่ใช่ลายมือชื่อของจำเลยที่ ๒ นั้นจึงเป็นการนำสืบนอกคำให้การ ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6276/2533 ห้างหุ้นส่วนจำกัดป.สยามอุตสาหกรรมยาง โจทก์ ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลมิตรบริการนำเที่ยว กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดป.สยามอุตสาหกรรมยาง · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลมิตรบริการนำเที่ยว กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม มั่งมีดี · ชุม สุกแสงเปล่ง · นิเวศน์ คำผอง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายสุทธิ อินทุเศรษฐ · ศาลอุทธรณ์ - นายเสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2749/2538ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 18343/2556ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 3329/2550ฎีกา 119/2532ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534ฎีกา 2125/2542ฎีกา 3827/2542ฎีกา 234/2491ฎีกา 759/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา