⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1070/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1070/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำผิดกฎหมายโดยเจตนา เช่น การขับรถเร็วเกินกำหนด ไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย และการมาศาลล่าช้าเกินสมควร แม้จะยังไม่เกินเวลาที่ศาลจะเริ่มพิจารณา ก็ไม่มีเหตุให้ศาลอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบอีกต่อไป

ย่อคำพิพากษา

การที่ทนายจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเพราะจงใจกระทำผิดกฎหมายโดยขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย และการที่ทนายจำเลยไปถึงศาลชั้นต้นช้า กว่าเวลานัดถึง40 นาที แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ศาลชั้นต้นยังอ่านรายงานกระบวนพิจารณาไม่จบก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบอีกต่อไป โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากห้องแถวพิพาทซึ่งจำเลยเช่าจากเจ้าของเดิม และเจ้าของเดิม ขายให้โจทก์แล้ว เป็นการฟ้องโดยอาศัยความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาท มิใช่ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาเช่า อันจะต้องใช้สัญญาเช่าเป็นพยานหลักฐานในคดี ฉะนั้นปัญหาที่ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ปิดอากรแสตมป์เสียเอง โดยไม่ส่งไปให้เจ้าหน้าที่สรรพากรปรับ จึงไม่ใช่ปัญหาสำคัญ.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.85 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.86 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.93 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.8 ประมวลรัษฎากร ม.118 พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2520 ม.118

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเช่าห้องแถวจาก ส. ครบกำหนดสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2530 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2530โจทก์ได้ซื้อที่ดินทั้ง 2 แปลงดังกล่าวพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างมาโดยถูกต้อง โจทก์จึงรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าดังกล่าวต่อมาเมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วโจทก์ได้แจ้งให้จำเลยและบริวารขนย้ายสิ่งของออกไปจากห้องแถวที่เช่าและส่งมอบห้องแถวคืนโจทก์แต่จำเลยและบริวารเพิกเฉย โจทก์อาจนำห้องแถวนี้ให้บุคคลอื่นเช่าได้ในอัตราเดือนละ 2,000 บาท ขอบังคับให้ดจำเลยพร้อมบริวารออกจากห้องแถวดังกล่าว และส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยกับให้ดำจเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบห้องแถวให้โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินของ ว. สามีของ ส. โดยมีข้อตกลงให้เช่าตลอดชีวิตของจำเลยเพราะมารดาของจำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างห้องแถวแล้วยกให้ ว. โจทก์และ ส. ก็ทราบและต้องผูกพันตามข้อตกลงดังกล่าวด้วย สัญญาเช่าท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมเพราะจำเลยไม่เคยทำสัญญาเช่าซึ่งมีข้อความเช่นนั้นกับ ส. จำเลยกับ ส. ได้ตกลงจะซื้อขายที่ดินและห้องแถวพิพาทก่อนโดยชำระราคาบางส่วนแล้ว โจทก์ก็ทราบเรื่อง การซื้อขายระหว่าง ส. กับโจทก์จึงเป็นการไม่สุจริตและฉ้อฉลจำเลยโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายไม่เกินเดือนละ 300 บาท ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นชี้สองสถานแล้วกำหนดให้โจทก์นำสืบก่อน เมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จและสืบพยานจำเลยได้ 2 ปาก ต่อมาในวันนัดฟังประเด็นกลับและสืบพยานจำเลยต่อ โจทก์ยื่นคำแถลงขอปิดอากรแสตมป์สัญญาเช่าที่อ้างส่งศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตส่วนจำเลยไม่มาศาลศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลยโดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบต่อไป พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวพิพาทให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะออกจากห้องแถวและที่ดินพิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่าการที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบและสั่งงดสืบพยานจำเลยเป็นการชอบหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้นัดฟังประเด็นกลับและสืบพยานจำเลยในวันที่ 18มกราคม 2532 เวลา 9 นาฬิกา ในวันเวลานัดดังกล่าวทนายโจทก์มาศาลฝ่าจำเลยไม่มีผู้ใดมาศาลเวลา 9.40 นาฬิกาศาลชั้นต้นจึงจดรายงานกระบวนพิจารณาโดยบันทึกเทปแล้วให้พนักงานพิมพ์ดีดพิมพ์ก่อนระหว่างนั้นได้พิจารณาคดีอื่นไปจนมีเวลาว่างจึงได้อ่านรายงานกระบวนพิจารณาคดีนี้ ซึ่งขณะอ่านทนายจำเลยมาศาลและได้ยื่นคำแถลงว่า เหตุที่มาช้าเพราะทนายจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในความผิดฐานขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดดังนี้ที่จำเลยฎีกาว่าการที่ทนายจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจนไปศาลไม่ทันถือเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เหตุสุดวิสัยย่อมหมายถึงเหตุใดอันจะเกิดขึ้นหรือให้ผลพิบัติโดยไม่มีใครจะอาจป้องกันได้แม้ทั้งผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลนั้นในฐานะเช่นนั้นการที่ทนายจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเพราะเหตุดังกล่าวเพราะทนายจำเลยจงใจกระทำผิดกฎหมายโดยขับรถเร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจึงถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยดังที่จำเลยฎีกาและการที่ทนายจำเลยไปถึงศาลชั้นต้นช้ากว่าเวลานัดถึง 40 นาทีแม้จะเป็นช่วงเวลาที่ศาลชั้นต้นยังอ่านรายงานกระบวนพิจารณาไม่จบก็ตาม ก็ไม่มีเหตุที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าสืบอีกต่อไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในสัญญาเช่าหลังจากที่ส่งต่อศาลแล้วโดยไม่ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่สรรพากรปรับหรือเพิ่มอากรเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยให้ออกจากห้องแถวพิพาทซึ่งจำเลยเช่าจากเจ้าของเดิมและจเ้าของเดิมขายให้โจทก์แล้วจึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยความเป้นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาทมิได้ฟ้องขอให้บังคับตามสัญญาเช่าไม่ว่าสัญญาเช่าจะรับฟังได้หรือไม่หากได้ความว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในห้องแถวพิพาทแล้วจำเลยก็ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในห้องแถวพิพาทอีกต่อไป ข้อกล่าวอ้างตามฟ้องของโจทก์มิใช่กรณีที่จะต้องใช้สัญญาเช่าเป็นพยานหลักฐานในคดี ดังนั้นปัญหาที่ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ปิดอากรแสตมป์ในสัญญาเช่าโดยไม่ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่สรรพากรปรับหรือเพิ่มอการทำให้สัญญาเช่าดังกล่าวเป็นพยานเอกสารที่รับฟังไม่ได้ดังที่จำเลยฎีกา หรือไม่ จึงไม่ใช่สาระสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1070/2534 นาง สุทธิ รา แซ่ ตัน โจทก์ นาย สม เดช แซ่ลี้ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สุทธิ รา แซ่ ตัน · จำเลย - นาย สม เดช แซ่ลี้
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · สวิน อักขรายุธ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6938/2539ฎีกา 4359/2540ฎีกา 2721/2548ฎีกา 3007/2525ฎีกา 2732/2534ฎีกา 1195/2535ฎีกา 149/2526ฎีกา 254/2520ฎีกา 1969/2515ฎีกา 2423/2550ฎีกา 2752/2537ฎีกา 1896/2492ฎีกา 1603/2551ฎีกา 991/2548ฎีกา 1479/2526ฎีกา 1940/2535ฎีกา 85/2540ฎีกา 70/2518ฎีกา 484/2486ฎีกา 923/2523ฎีกา 3005/2541ฎีกา 5162/2553ฎีกา 3790-3792/2540ฎีกา 2635/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ