⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1513/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานที่เกี่ยวกับดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานหรือการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ข้ออุทธรณ์ของผู้ร้องที่ว่าศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานไม่ถูกต้องตามหลักการพิจารณาคดีแพ่งเพราะตามพยานหลักฐานของผู้ร้องเห็นได้ชัดว่าผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ถูกยึดก็ดี ที่ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การและศาลไม่ได้กำหนดประเด็นไว้ก็ดี เป็นการหยิบยกพยานหลักฐานเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นของผู้ร้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.54

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 23,906,553.90บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 19 กันยายน 2528 จนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดโดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดตามคำร้องเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามี ขอให้ยกคำร้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ผู้ร้องอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องหรือไม่ตามพยานบุคคลและพยานเอกสารของผู้ร้อง เห็นได้ชัดว่าผู้ร้องมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่โจทก์นำยึด โจทก์เพียงแต่นำสืบว่าผู้ร้องได้ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดมาในระหว่างที่ผู้ร้องและจำเลยที่ 3 เป็นสามีภริยากัน ที่ศาลแรงงานกลางฟังว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ไม่ถูกต้องในหลักการพิจารณาความแพ่ง ขณะที่โจทก์นำยึดทรัพย์สินตามคำร้อง ผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ได้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้ว และได้มีการตกลงหรือทำนิติกรรมกันว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของผู้ร้องที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ได้หย่าขาดจากกัน แต่ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าได้มีการแบ่งทรัพย์สินกันเป็นสัดส่วน เป็นการวินิจฉัยที่มิชอบด้วยกฎหมายเพราะในข้อนี้โจทก์มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การและศาลมิได้กำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ทั้งการนำสืบของโจทก์เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิเคราะห์แล้วเห็นว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องดังกล่าวเป็นการหยิบยกพยานหลักฐานและเหตุผลต่าง ๆขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลฎีกาฟังว่าทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้อง มิใช่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามี ซึ่งเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางที่ฟังว่าทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดตามคำร้องเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 3อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ร้อง ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1513/2534 องค์การคลังสินค้า โจทก์ นาง มะลิ วัลย์ ตั๋น ประเสริฐ ผู้ร้อง นาย สุจินต์ ด่านพิษณุ พันธุ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การคลังสินค้า · ผู้ร้อง - นาง มะลิ วัลย์ ตั๋น ประเสริฐ · จำเลย - นาย สุจินต์ ด่านพิษณุ พันธุ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4392/2541ฎีกา 3817/2537ฎีกา 388/2533ฎีกา 7174/2542ฎีกา 7083/2548ฎีกา 6993-6996/2542ฎีกา 2766/2528ฎีกา 2599/2541ฎีกา 654/2536ฎีกา 2572/2541ฎีกา 2839/2527ฎีกา 17817/2555ฎีกา 297/2551ฎีกา 8631/2550ฎีกา 1323/2530ฎีกา 8770/2548ฎีกา 8938-8992/2552ฎีกา 1275/2543ฎีกา 1352/2542ฎีกา 3400/2532ฎีกา 604/2529ฎีกา 2213/2533ฎีกา 422/2541ฎีกา 697/2541
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ