คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2534
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน เป็นการกระทำที่เกินกว่าขอบเขตแห่งการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจวิ่งไล่ตามผู้ตายซึ่งจำเลยสงสัยว่าเป็นคนร้าย ผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงมาทางจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในขณะที่ผู้ตายหันหลังให้และกำลังวิ่งหนีจำเลย แต่ไม่แน่ว่าผู้ตายจะหันกลับมายิงจำเลยอีกหรือไม่ ภยันตรายที่จะเกิดจากผู้ตายจึงยังไม่หมดไป จำเลยมีอำนาจป้องกันได้ แต่ปรากฏว่ากระสุนปืนนัดแรกที่จำเลยยิงถูกผู้ตายบริเวณโคนขาซ้ายด้านหลังจนผู้ตายต้องวิ่งหนีในลักษณะขากะเผลกอยู่ แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนไล่ยิงผู้ตายต่อไปอีกหลายนัดโดยเฉพาะก่อนที่จำเลยจะยิงผู้ตายนัดสุดท้าย ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะถูกจำเลยยิงที่โคนขาซ้ายและที่ชายโครงซ้าย แม้จะได้ความว่าผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงมาทางจำเลยอีกก็ตาม ผู้ตายก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้อาวุธปืนได้อย่างคนปกติ จำเลยมีโอกาสใช้ดุลพินิจได้ว่าในสภาพของผู้ตายขณะนั้นจำเลยควรเลือกยิงผู้ตายบริเวณอวัยวะที่ไม่สำคัญได้ การที่จำเลยยิงผู้ตายอีก 1 นัด ที่บริเวณด้านหลังศีรษะจนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงชายไทยไม่ทราบชื่อและนามสกุลหลายนัดโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ชายไทยดังกล่าวถึงแก่ความตายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 69 จำคุก 10 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายหลายนัดและผู้ตายถึงแก่ความตายโดยกระสุนปืนที่ยิงถูกผู้ตายทุกนัดนั้นจำเลยยิงในขณะที่ผู้ตายหันหลังให้และกำลังวิ่งหนีจำเลย แต่ไม่แน่ว่าผู้ตายจะหันกลับมายิงจำเลยอีกหรือไม่ ภยันตรายที่จะเกิดจากผู้ตายจึงยังไม่หมดไปจำเลยมีอำนาจป้องกันได้ แต่ปรากฏว่ากระสุนปืนนัดแรกที่จำเลยยิงถูกผู้ตายบริเวณโคนขาซ้ายด้านหลัง จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยจะต้องใช้อาวุธปืนไล่ยิงผู้ตายต่อไปอีกหลายนัด โดยเฉพาะก่อนที่จำเลยจะยิงผู้ตายนัดสุดท้าย ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะถูกจำเลยยิงที่โคนขาซ้ายและที่ชายโครงซ้าย แม้จะได้ความว่าผู้ตายใช้อาวุธปืนยิงมาทางจำเลยอีกก็ตาม ผู้ตายก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะใช้อาวุธปืนได้อย่างคนปกติ จำเลยมีโอกาสใช้ดุลพินิจได้ว่าในสภาพของผู้ตายขณะนั้น จำเลยควรเลือกยิงผู้ตายบริเวณอวัยวะที่ไม่สำคัญได้ การที่จำเลยยิงผู้ตายอีก 1 นัดที่บริเวณด้านหลังศีรษะจนถึงแก่ความตาย จึงเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่เหตุและเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้นแต่คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม
พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 6 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1579/2534
พนักงานอัยการ จังหวัด พังงา โจทก์
สิบตำรวจโท อรุณ แก้วหวังกูล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด พังงา · จำเลย - สิบตำรวจโท อรุณ แก้วหวังกูล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | วิชัย ตันติกุลานันท์ · พนม พ่วงภิญโญ · อุดม มั่งมีดี |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา