⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1647/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1647/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
องค์การโทรศัพท์มีอำนาจกำหนดอัตราค่าเช่าและค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรศัพท์ และมีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าค่าบริการที่ค้างชำระโดยมีอายุความ 2 ปี

ย่อคำพิพากษา

ตามมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยพ.ศ. 2497 องค์การโทรศัพท์โจทก์มีวัตถุประสงค์ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และธุรกิจที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันหรือซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์ และตามมาตรา 9 บัญญัติว่า เพื่อการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวในมาตรา 6 ให้องค์การโทรศัพท์มีอำนาจรวมถึง...(3) กำหนดอัตราค่าเช่า ค่าดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ค่าบริหารอื่น ๆ ของกิจการโทรศัพท์และจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีชำระค่าต่าง ๆ ดังกล่าว ดังนั้นการที่โจทก์เรียกค่าเช่าค่าบริการที่จำเลยค้างชำระจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ค้าในการรับทำการงานต่าง ๆ และเรียกเอาสินจ้างอันพึงได้รับในการนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 165(7) สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ2 ปี ไม่ใช่อายุความ 5 ปี ตามมาตรา 166.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.165 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.166 พระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ม.6 พระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2497 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลบยขอรับโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์หมายเลข259627 พร้อมหนี้สินทั้งปวงของผู้เช่าเดิมมาเป็นของจำเลย โจทก์ยินยอมให้จำเลยรับโอน ผู้เช่าเดิมค้างชำระค่าเช่าโทรศัพท์ เป็นเงิน24,618 บาท หลังจากจำเลยเป็นคู่สัญญาเช่าแล้ว จำเลยค้างชำระค่าเช่าค่าบริการโทรศัพท์ เป็นเงิน 15,181 บาท รวมเป็นค่าเช่าค่าบริการที่ค้างชำระทั้งสิ้นเป็นเงิน 39,799 บาท โจทก์ถือว่าจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาที่ตกลงกันไว้ ได้บอกเลิกสัญญาและงดให้บริการแก่จำเลยพร้อมกับรื้อถอนเครื่องโทรศัพท์และอุปกรณ์กลับคืนและนำเงินประกันหนี้ที่ค้างชำระการใช้โทรศัพท์จำนวน 3,000 บาท ของจำเลยมาหักคงเหลือหนี้ที่จำเลยค้างชำระ 36,799 บาท โจทก์เสียหายเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 1 กันยายน 2527 ถึงวันฟ้องเป็นเงินอีก 3,448 บาท ของศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 40,247 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 36,799 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลบยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคีดนี้ เพราะผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจและดำเนินคดีแทนโจทก์หนี้สินระหว่างโจทก์กับผู้เช่าเดิม ซึ่งเป็นหนี้กันตั้งแต่ปี 2525ถึงเดือนสิงหาคม 2526 นั้น โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบในขณะที่จำเลยรับโอนสิทธิการเช่า และจำเลยไม่เคยตกลงจะเป็นผู้รับชำระแทน และตามระเบียบปฏิบัติของโจทก์ในการโอนสิทธิการเช่านั้นในวันที่อนุมัติโอนหรือก่อนอนุมัติผู้เช่าเดิมหรือผู้เช่าใหม่จะต้องจัดการชำระหนี้สินที่ค้างเสียก่อนจึงจะโอนสิทธิการเช่ากันได้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในหนี้สินส่วนนี้ ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบว่าเป็นหนี้สินกันอย่างไร หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องไม่ถูกต้องและไม่ตรงกับความเป็นจริง หนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีไม่เกิน500 บาท ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ และฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่บรรยายถึงรายละเอียดหนี้สินและที่มาแห่งหนี้ ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยพ.ศ. 2497 และมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการโทรศัพท์เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับกิจการโทรศัพท์และธุรกิจอื่นที่ต่อเนื่องใกล้เคียงกันหรือซึ่งเป็นประโยชน์แก่กิจการโทรศัพท์ ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497 จำเลยได้ขอรับโอนสิทธิการเช่าโทรศัพท์ของผู้เช่าเดิมมาเป็นของจำเลยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม2526 และปรากฏว่าผู้เช่าเดิมได้ค้างค่าเช่าโทรศัพท์ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2525 ถึงเดือนพฤษภาคม 2526 และหลังจากจำเลยเป็นคู่สัญญาเช่าแล้ว จำเลยนค้างชำระค่าเช่าค่าบริการโทรศัพท์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2526 ถึงเดือนมกราคม 2527 และเดือนเมษายน 2527ถึงเดือนสิงหาคม 2527 โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ จึงเป็นการผิดสัญญาเช่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2528 มีปัญหาตามที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าค่าบริการโทรศัพท์ดังกล่าวนั้น เป็นการฟ้องเรียกเงินอื่น ๆ ที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา ซึ่งมีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 166หรือไม่ เห็นว่า นอกจากตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ซึ่งมีระบุไว้ในมาตรา 6แ ห่งพระราชบัญญัติองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2497แล้ว มาตรา 9 ยังได้ระบุว่า เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวในมาตรา 6 ให้องค์การโทรศัพท์มีอำนาจรวมถึง...ฯลฯ...(3) กำหนดอัตราค่าเช่า ค่าดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ค่าบริการอื่น ๆ ของกิจการโทรศัพท์และจัดระเบียบเกี่ยวกับวิธีชำระค่าต่าง ๆ ดังกล่าวดังนั้นการที่โจทก์เรียกค่าเช่าค่าบริการจากจำเลยจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้ค้าในการรับทำการงานต่าง ๆ และเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา165(7) ดังนั้สสิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี ไม่ใช่มีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 166 ซึ่งเป็นเรื่องการเรียกเอาเงินค้างจ่ายคือเงินปี เงินเดือน เงินเบี้ยบำนาญ เงินค่าบำรุงรักษา หรือเงินอื่น ๆ บรรดาที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาเช่นเดียวกับข้างต้นเมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 2 ปี สิทธิเรียกร้องค่าเช่าค่าบริการโทรศัพท์ซึ่งเกิดก่อนวันที่ 19 ธันวาคม 2526 จึงขาดอายุความศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1647/2534 องค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศ ไทย โจทก์ นาง ศิริพร สินธุ์วนินท เลิศ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - องค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศ ไทย · จำเลย - นาง ศิริพร สินธุ์วนินท เลิศ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุไร คังคะเกตุ · ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · จรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1446/2512ฎีกา 1000/2496ฎีกา 2133/2531ฎีกา 6320/2541ฎีกา 2384/2536ฎีกา 275/2487ฎีกา 8498/2540ฎีกา 797/2509ฎีกา 1982/2519ฎีกา 1531/2526ฎีกา 5675/2530ฎีกา 2749/2532ฎีกา 1808/2512ฎีกา 131/2536ฎีกา 3748/2530ฎีกา 5594/2536ฎีกา 2750/2530ฎีกา 728/2529ฎีกา 2874/2535ฎีกา 2494/2531ฎีกา 3329/2536ฎีกา 1460/2524ฎีกา 3400/2532ฎีกา 3212/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ