⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2369/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้รวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว. ข้อตกลงต่างตอบแทนที่นอกเหนือจากสัญญาเช่าที่จดทะเบียนไว้ยังคงมีผลผูกพันคู่กรณี แม้การจดทะเบียนการเช่าจะถูกลบไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองก็ตาม.

ย่อคำพิพากษา

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นมจำกัด ลูกหนี้แล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ รวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 22 ดังนั้น เมื่อมีกรณีเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของบริษัทลูกหนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องคดีได้ เดิมจำเลยที่ 1 ออกทุนช่วยการก่อสร้างเป็นเงินประมาณ 3 ล้านบาท แล้วบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ ตกลงให้จำเลยที่ 1เช่าตึกอาคารและโรงงานพิพาทมีกำหนด 20 ปี ซึ่งต่อมาได้มีการจดทะเบียนการเช่าไว้ตามหนังสือสัญญาเช่าลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2513ข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 เช่ามีกำหนด 20 ปีดังกล่าว มีลักษณะเป็นการต่างตอบแทนนอกเหนือจากสัญญาเช่าที่ได้จดทะเบียนไว้ ความผูกพันระหว่างคู่กรณีจึงมิใช่เฉพาะที่ปรากฏในสัญญาเช่าเท่านั้น แต่ต้องผูกพันต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาดังนั้น ถึงแม้ต่อมาการจดทะเบียนการเช่าระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ กับจำเลยที่ 1 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลบทะเบียนการเช่าในคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัดฟ้องบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้และจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยก็เป็นกรณีที่การเช่าที่จดทะเบียนไว้นั้นถูกลบไปเพื่อประโยชน์ของธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ในการที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนอง ในทางที่มิให้มูลค่าของทรัพย์จำนองต้องลดลงเพราะมีภาระติดพันในเรื่องการเช่าที่จดทะเบียนไว้เท่านั้นไม่มีผลที่จะเป็นการยกเลิกหรือเพิกถอนข้อตกลงอันเป็นการต่างตอบแทนระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ กับจำเลยที่ 1การที่สัญญาต่างตอบแทนระหว่างคู่กรณียังมีอยู่ แม้ต่อมาบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลายเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งได้เข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483ก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนของลูกหนี้ผู้ล้มละลายที่มีอยู่เดิม และแม้ว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาก็ตามแต่กรณีการฟ้องคดีนี้นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ใช้อำนาจตามบทกฎหมายดังกล่าว คงอ้างสิทธิในการขับไล่จำเลยที่ 1โดยอาศัยผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดให้ลบสิทธิการเช่าจากทะเบียนเท่านั้นซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อลบล้างหรือยกเลิกข้อตกลงอันเป็นการต่างตอบแทนระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ผู้ล้มละลายกับจำเลยที่ 1 ได้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1เพราะสิทธิที่จะอยู่ในที่พิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนของจำเลยที่ 1นั้นยังมีผลบังคับอยู่ กรณีนี้ สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์จะขอให้ขับไล่ได้หรือไม่ก็อยู่ที่ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิให้เช่าช่วงทรัพย์ที่ตนมีข้อตกลงเป็นการต่างตอบแทนกับบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้หรือไม่ซึ่งตามสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่จดทะเบียนไว้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า"ผู้เช่ารับว่าจะไม่เอาสถานที่เช่านี้ไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงหรือโอนต่อไปอีกทอดหนึ่งเป็นอันขาด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าก่อน" อันเป็นการแสดงว่าข้อตกลงที่เป็นการต่างตอบแทนกันระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้กับจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 จะนำทรัพย์ที่เช่าไปให้เช่าช่วงไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 นำสืบรับฟังไม่ได้ว่าบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ยินยอมให้เช่าช่วงตามสัญญาแล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเข้ามาอยู่ในทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิจะอยู่โดยอาศัยสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปได้ การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องค่าเสียหายไว้ว่า"ค่าเสียหายของโจทก์มีหรือไม่เพียงใด" ประเด็นที่กำหนดไว้ดังกล่าวจึงไม่มีข้อที่จะต้องวินิจฉัยว่ามีการปลดหนี้ค่าเช่าตามที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นมาในฎีกา เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นไว้ถือว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ให้ สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งเช่าช่วงตึกอาคารและโรงงานพิพาทจากจำเลยที่ 2 อีกต่อหนึ่งนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิจะนำทรัพย์ของบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ไปให้เช่าช่วง เมื่อมีการนำไปให้เช่าช่วงจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ การที่จำเลยที่ 3เข้าไปอยู่ในอาคารอันเป็นทรัพย์ของบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัดลูกหนี้ จึงเป็นการเข้าไปอยู่โดยละเมิดตั้งแต่ต้น มิใช่จะเป็นละเมิดเมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 3 ออกจากอาคาร จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดในการที่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในอาคารที่พิพาทด้วยส่วนเรื่องค่าเสียหายที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดเป็นหนี้รายเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 พิพาทกับโจทก์ในอีกคดีหนึ่งนั้น มิใช่ประเด็นที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสองศาลฎีกาไม่เห็นสมควรที่จะรับวินิจฉัย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.27 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.249 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.544 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.22 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.122

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2513 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามโลหะพันธุ์ ฟ้องขอให้บริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ล้มละลายต่อศาลแพ่ง คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกามีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลูกหนี้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2518 และศาลแพ่งพิพากษาให้บริษัทลูกหนี้ล้มละลายเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2520 บรรดาอำนาจจัดกิจการและทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียว ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 บริษัทลูกหนี้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกอาคารและโรงงานพิพาท ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 18057 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2510 บริษัทลูกหนี้ได้นำตึกอาคารและโรงงานชั้นล่างชั้นบน เนื้อที่ 752 ตารางวา ให้จำเลยที่ 1 เช่ามีกำหนด20 ปี ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2510 ค่าเช่ารวม 4,917,800 บาทและได้มีการจดทะเบียนการเช่าเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2513หลังจากได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เช่าตึกอาคารและโรงงานแล้วแต่ก่อนจดทะเบียนการเช่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2510 บริษัทลูกหนี้ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 18057 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างไปจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัดเป็นเงิน 19,000,000 บาท เพื่อเป็นประกันหนี้ของตนเอง ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2516 จำเลยที่ 1 ได้นำตึกอาคารและโรงงานที่เช่าจากบริษัทลูกหนี้ไปให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงมีกำหนด 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ 30,000 บาท ครบสัญญาแล้วมีการต่อสัญญาเช่าช่วงออกไปอีก 3 ปี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2518 จำเลยที่ 2 ผู้เช่าช่วงได้นำตึกอาคารและโรงงานที่เช่าช่วงจากจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงต่อไปในพื้นที่ 1,752 ตารางเมตร มีกำหนด 3 ปี ค่าเช่าเดือนละ30,660 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2518 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม2521 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2523 ซึ่งเป็นวันที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายเรื่องนี้ธนาคารกรุงไทย จำกัด เจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้แจ้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบว่า ธนาคารกรุงไทย จำกัด ได้ฟ้องบริษัทลูกหนี้ผู้ให้เช่า และบริษัทผลิตภัณฑ์ป๊อบ จำกัด ผู้เช่า ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการเช่าตึกอาคารและโรงงานตามสัญญาเช่าลงวันที่ 3 พฤษภาคม2510 ซึ่งศาลฎีกาได้พิพากษาให้ลบสิทธิการเช่าเสียแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2521 จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจนำทรัพย์สินของบริษัทลูกหนี้ไปให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วง และจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจนำไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงอีกต่อหนึ่ง การที่จำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 นำทรัพย์สินดังกล่าวไปให้เช่าช่วงจึงไม่ผูกพันบริษัทลูกหนี้อีกต่อไป จำเลยทั้งสามจะต้องชดใช้ค่าเสียหายในการนำทรัพย์สินไปใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2521 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฎีกาพิพากษาให้ลบสิทธิการเช่าเป็นต้นไป โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากสถานที่เช่าแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกจากสถานที่เช่า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์สิน หากให้บุคคลอื่นเช่าจะได้รับค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,660 บาท เท่าที่จำเลยที่ 3 เช่าจึงขอเรียกค่าเสียหายเดือนละ 30,660 บาท ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม2521 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 866,656 บาท และเดือนละ 30,660 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะออกไปจากสถานที่เช่าและส่งมอบตึกอาคารโรงงานให้แก่โจทก์ในสภาพเดิม ขอให้จำเลยทั้งสามและบริวารออกจากสถานที่เช่า และส่งมอบตึกอาคารโรงงานแก่โจทก์ในสภาพเดิม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 866,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 30,660 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินแต่ละจำนวน นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากสถานที่เช่า จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้ลบสิทธิการเช่านั้น มิได้ให้อำนาจโจทก์ฟ้องขับไล่เป็นคดีนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์ที่ให้เช่าเพียงแต่ไม่ให้กระทบกระเทือนในการใช้หนี้จำนองเท่านั้น การจดทะเบียนการเช่า20 ปี ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทลูกหนี้นั้นได้กระทำกันก่อนฟ้องล้มละลาย เป็นการเช่าที่มีสิทธิต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเพราะจำเลยที่ 1 ได้ร่วมลงทุนออกเงินค่าก่อสร้างอาคารโรงงานพิพาทให้แก่บริษัทลูกหนี้เป็นเงิน 3 ล้านบาทไปแล้ว แม้การจดทะเบียนการเช่าจะถูกลบเสียจากทะเบียนเพราะเหตุที่จดทะเบียนภายหลังการจดทะเบียนจำนองก็ไม่ทำให้บริษัทลูกหนี้ผู้ให้เช่าจะมาสวมสิทธิฟ้องขับไล่ได้ การที่บริษัทลูกหนี้นำทรัพย์ที่ให้เช่าไปจดทะเบียนจำนองแก่ธนาคารภายหลัง เป็นการประพฤติผิดสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายถูกลบสิทธิการเช่าไปก่อนกำหนด 7 ปี โจทก์จะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1ได้ร่วมลงทุนช่วยเงินค่าปลูกสร้างไป 3 ล้านบาทคืน ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงได้เกิดข้อพิพาทที่บริษัทลูกหนี้โดยกรรมการที่เป็นชุดของธนาคารกรุงไทย จำกัด ซึ่งเข้ามาดำเนินงานในระหว่างปี 2513-2514 ได้กลั่นแกล้งประพฤติผิดสัญญาเช่า 20 ปีจนทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายคิดเป็นค่าเสียหายรวม5,522,500 บาท จำเลยที่ 1 ได้ทวงถามค่าเสียหายแล้ว บริษัทลูกหนี้ได้ตกลงประนีประนอมยอมความรับเป็นหนี้ค่าเสียหายจำนวน 5,522,500บาท แก่จำเลยที่ 1 และตกลงให้หักใช้จากค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ต้องส่งให้ตลอดระยะเวลาการเช่าแทน เมื่อโจทก์มาฟ้องขับไล่ในนามบริษัทลูกหนี้ โจทก์จึงรับช่วงหน้าที่ตามสัญญาปลดหนี้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 โดยตรง เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2516 จำเลยที่ 1ได้ให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงโดยมีค่าตอบแทนเพราะจำเลยที่ 2 ได้ลงทุนซ่อมแซมปรับปรุงอาคารที่เช่าช่วงและทรัพย์สินอื่น ๆ ทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งบริษัทลูกหนี้ยินยอมให้เช่าช่วงได้ โจทก์จึงต้องผูกพันในผลนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องขับไล่ไม่ให้จำเลยที่ 1 เช่าอยู่เท่ากับว่าโจทก์ผิดสัญญาปลดหนี้ค่าเช่าหักใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เพราะทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้หักค่าเช่าใช้ค่าเสียหายที่ไม่ได้เช่าและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หมดสิทธิที่จะเรียกร้องความเสียหายคืนจากบริษัทลูกหนี้ได้ ขอให้ยกฟ้อง และขอฟ้องแย้งให้โจทก์ปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาให้จำเลยที่ 1 ได้เช่าอยู่ครบ 20 ปี โดยไม่ต้องชำระค่าเช่าตามสัญญาปลดหนี้ หากจำเลยที่ 1 ไม่อาจอยู่ในที่เช่าได้ครบ 20 ปีก็ให้โจทก์หรือบริษัทลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายเดือน เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนครบอายุการเช่าในวันที่ 3 พฤษภาคม 2530 จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์สืบเนื่องจากโจทก์แพ้คดีที่จำเลยที่ 2 เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทเฮงเค็ลไทย จำกัด จำเลยที่ 3ในคดีนี้ เรื่องค่าเช่าที่ดินแปลงพิพาท จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้เรียกเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทลูกหนี้เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ในคดีดังกล่าวศาลได้พิพากษาว่าโจทก์คดีนี้ไม่มีอำนาจที่จะเข้ามาจัดกิจการในเรื่องที่ดินแปลงพิพาทและคดีถึงที่สุดโดยโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยร่วมของจำเลยที่ 3ต้องนำเงินที่เรียกเก็บค่าเช่าจากจำเลยที่ 3 ส่งให้แก่จำเลยที่ 2ที่โจทก์ฟ้องว่าบริษัทลูกหนี้ให้จำเลยที่ 1 เช่าที่ดินและอาคารมีกำหนด 20 ปีนั้นเป็นความจริง เมื่อบริษัทที่โจทก์เข้าจัดการแทนตามพระราชบัญญัติล้มละลายมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 อย่างไรโจทก์ผู้เข้าสวมสิทธิก็ต้องเคารพสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1ให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วงย่อมมีสิทธิทำได้เพราะสัญญาเช่าไม่ห้ามในสัญญาเช่าที่จำเลยที่ 1 เช่านั้นรวมทั้งสิ่งปลูกสร้างและส่วนควบของสิ่งปลูกสร้างด้วย การที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด ฟ้องให้บริษัทลูกหนี้เพิกถอนการเช่ากับจำเลยที่ 1 นั้น เนื่องจากสัญญาเช่าระหว่างบริษัทลูกหนี้กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา โจทก์จึงต้องรับผิดชอบหน้าที่ผู้ให้เช่าเดิมติดไปด้วย จะเลิกสัญญาไม่ได้ และจะเรียกค่าเช่าหรือค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้ เพราะจำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าล่วงหน้าไปแล้วเป็นเวลา 20 ปี จำเลยที่ 2 ซึ่งอาศัยสิทธิของจำเลยที่ 1จึงมีสิทธิอยู่ในที่ดินพิพาทได้ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ได้เช่าช่วงที่พิพาทโดยถูกต้อง โดยศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขแดงที่ 4384/2522 ซึ่งโจทก์เป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 3 ด้วย ได้เคยมีคำพิพากษาว่าการเช่าช่วงระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้นชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้ชำระค่าเช่าเดือนละ 30,660 บาทให้แก่จำเลยที่ 2 มาโดยตลอด ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาได้พิพากษาให้ลบสิทธิการเช่าระหว่างบริษัทลูกหนี้กับจำเลยที่ 1ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2521 แล้ว ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจนำทรัพย์ไปให้จำเลยที่ 2 เช่าช่วง และจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีอำนาจนำทรัพย์ดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 3 เช่าช่วงการที่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 นำทรัพย์ไปให้เช่าช่วงจึงไม่ผูกพันบริษัทลูกหนี้ต่อไป ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ผิดสัญญาเอาทรัพย์ที่เช่าไปให้เช่าช่วงโดยมิได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัทลูกหนี้ผู้ให้เช่าก่อน จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมรับผิดใช้ค่าเสียหายในการนำทรัพย์สินไปใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2521 เป็นต้นไปโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสามออกจากสถานที่เช่าแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ยอมออกจากสถานที่เช่าเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย หากนำไปให้ผู้อื่นเช่า โจทก์จะได้รับค่าเช่าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,660 บาท เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากสถานที่เช่าโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้ ที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่ามีสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาและเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้งนั้น เป็นการกล่าวขึ้นมาลอย ๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนบริษัทลูกหนี้ไม่เคยทำสัญญาปลดหนี้ไว้กับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ออกจากสถานที่เช่าและส่งมอบตึกอาคารโรงงานแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 490,560 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 30,660 บาท และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะออกจากสถานที่เช่า แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 3ไม่ต้องใช้ค่าเสียหายนับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2524 เป็นต้นไปแก่โจทก์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้และฟ้องแย้งจำเลยที่ 1 ให้ยก จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาวินิจฉัยในข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้นั้น ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2518 และพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2520 เมื่อบริษัทลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว อำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้รวมทั้งการฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 มาตรา 22 ดังนั้นเมื่อมีกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโต้แย้งสิทธิของบริษัทลูกหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจที่จะฟ้องคดีได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสองมีว่า มีสัญญาต่างตอบแทนระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้กับจำเลยที่ 1 ผูกพันโจทก์หรือไม่และการเช่าช่วงชอบหรือไม่ ในปัญหานี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ว่า บริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัดลูกหนี้ และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนการเช่าตามหนังสือสัญญาเช่าตึกอาคารและโรงงานลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2513 ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้บริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนลบสิทธิการเช่าออกจากทะเบียน ในคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้และจำเลยที่ 1 ในคดีนี้เป็นจำเลย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่2933/2522 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นมาก่อนที่จะมีการจดทะเบียนการเช่ากันนั้น ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่าเป็นมาอย่างใดจึงได้มีการจดทะเบียนการเช่าดังกล่าวซึ่งมีกำหนดเวลาการเช่าถึง 20 ปี คงมีแต่ทางนำสืบของจำเลยตามคำเบิกความของนายสกล เตชะพูนผล นายกิจจา เตชะพูนผลนายสำรอง เตชะพูนผล ได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 ได้ออกทุนช่วยการก่อสร้างอาคารของบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้เป็นเงินประมาณ 3 ล้านบาท และตกลงให้จำเลยที่ 1 เช่ามีกำหนดเวลา 20 ปี เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มิได้นำสืบถึงเรื่องนี้จึงฟังได้ตามที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า มีข้อตกลงเป็นการต่างตอบแทนกันนอกเหนือจากที่ปรากฏในสัญญาเช่าที่จดทะเบียนไว้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มีข้อตกลงอันเป็นการต่างตอบแทนระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้กับจำเลยที่ 1 แล้ว ความผูกพันระหว่างคู่กรณีจึงมิใช่มีเฉพาะเท่าที่ปรากฏในสัญญาเช่าเท่านั้นแต่ต้องผูกพันต่อกันในลักษณะของสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ดังนั้น ถึงแม้ต่อมาการจดทะเบียนการเช่าระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ กับจำเลยที่ 1 จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลบทะเบียนการเช่าในคดีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัดฟ้องบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ และจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2933/2522 ก็เป็นกรณีที่การเช่าที่จดทะเบียนไว้นั้นถูกลบไปเพื่อประโยชน์ของธนาคารกรุงไทย จำกัดเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ในกรณีที่จะมีการบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์จำนอง ในทางที่มิให้มูลค่าของทรัพย์จำนองต้องลดลงเพราะมีภาระติดพันในเรื่องการเช่าที่จดทะเบียนไว้เท่านั้นไม่มีผลที่จะเป็นการยกเลิกหรือเพิกถอนข้อตกลงอันเป็นการต่างตอบแทนระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้กับจำเลยที่ 1 การที่สัญญาต่างตอบแทนระหว่างคู่กรณียังมีอยู่ แม้ต่อมาบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ ถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงได้เข้ามาจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ก็มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาต่างตอบแทนของลูกหนี้ผู้ล้มละลายที่มีอยู่เดิม จริงอยู่แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483มาตรา 122 ได้ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาก็ตาม แต่กรณีของการฟ้องคดีนี้นั้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้ใช้อำนาจตามบทกฏหมายดังกล่าว คงอ้างสิทธิในการขับไล่จำเลยที่ 1 โดยอาศัยผลของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2933/2522ที่ให้ลบสิทธิการเช่าจากทะเบียนเท่านั้น ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อลบล้างหรือยกเลิกข้อตกลงอันเป็นการต่างตอบแทนระหว่างลูกหนี้ผู้ล้มละลายกับจำเลยที่ 1 ได้ตามที่วินิจฉัยข้างต้น เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงยังไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขับไล่จำเลยที่ 1 ได้ เพราะสิทธิที่จะอยู่ในที่พิพาทตามสัญญาต่างตอบแทนของจำเลยที่ 1 นั้นยังมีผลบังคับอยู่ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์จะขอให้ขับไล่ได้หรือไม่ก็อยู่ที่ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิให้เช่าช่วงทรัพย์ที่ตนมีข้อตกลงเป็นการต่างตอบแทนกับบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้หรือไม่ ซึ่งข้อตกลงที่เป็นการต่างตอบแทนกันจะมีสาระสำคัญอย่างไรนั้น และข้อเท็จจริงที่จะชี้ให้เห็นได้ว่ามีการตกลงกันในเรื่องนี้อย่างไรนั้นน่าจะเห็นได้จากสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่าที่จดทะเบียนไว้ ซึ่งในสัญญาต่อท้ายข้อ 11 มีความระบุไว้ชัดแจ้งว่า "ผู้เช่ารับว่าจะไม่เอาสถานที่เช่านี้ไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงหรือโอนต่อไปอีกทอดหนึ่งเป็นอันขาด เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าก่อน" อันเป็นการแสดงว่าข้อตกลงที่เป็นการต่างตอบแทนกันระหว่างบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ กับจำเลยที่ 1 นั้นจำเลยที่ 1 จะนำทรัพย์ที่เช่าไปให้เช่าช่วงไม่ได้ การที่จำเลยที่ 1นำสืบพยานบุคคลว่าบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ ยินยอมให้เช่าช่วงได้ก็ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมาสืบแสดงตามที่กำหนดไว้ในข้อสัญญา จึงไม่อาจรับฟังเอาเป็นความจริงได้ ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะเข้ามาอยู่ในทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1มีสิทธิจะอยู่โดยอาศัยสิทธิตามสัญญาต่างตอบแทน โจทก์จึงมีอำนาจที่จะขับไล่จำเลยที่ 2 ออกไปได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 ฎีกาในข้อที่สามเรื่องค่าเสียหายว่า บริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ได้ทำสัญญาปลดหนี้ค่าเช่าที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระเป็นรายเดือนจนครบ 20 ปี โจทก์จึงเรียกค่าเช่าและค่าเสียหายอีกไม่ได้ เห็นว่า ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 นั้นศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเรื่องค่าเสียหายไว้ในประเด็นข้อ 4ว่า "ค่าเสียหายของโจทก์มีหรือไม่เพียงใด" ประเด็นที่กำหนดไว้ดังกล่าว จึงไม่มีข้อที่จะต้องวินิจฉัยว่ามีการปลดหนี้ค่าเช่าตามที่จำเลยที่ 1 ได้ยกขึ้นมาในฎีกา จำเลยที่ 1 มิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นของศาลชั้นต้นไว้ ถือว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมดำเนินกระบวนพิจารณาเท่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นไว้เท่านั้นศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่ ในจำนวนค่าเสียหายเดือนละเท่าใด ในเมื่อได้วินิจฉัยไว้ในปัญหาข้อสองแล้วว่า จำเลยที่ 1ไม่มีสิทธิที่จะนำทรัพย์ของบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ไปให้เช่าช่วงได้เมื่อมีการนำไปให้เช่าช่วงจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจ การที่จำเลยที่ 3 เข้าไปอยู่ในอาคารอันเป็นทรัพย์ของบริษัทป๊อบผลิตภัณฑ์นม จำกัด ลูกหนี้ จึงเป็นการเข้าไปอยู่โดยละเมิดตั้งแต่ต้น มิใช่จะเป็นละเมิดเมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยที่ 3 ออกจากอาคารตามที่กล่าวอ้างในฎีกา จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในการที่ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ในอาคารที่พิพาทด้วยกัน และการที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายให้เดือนละ 30,660 บาท นั้น เป็นการกำหนดตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันว่าค่าเช่าอาคารที่พิพาทนั้นอยู่ในอัตราดังกล่าว จึงเป็นการกำหนดที่สมควรแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าค่าเสียหายที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดในกรณีนี้เป็นหนี้รายเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 พิพาทกับโจทก์ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 606/2524 นั้น มิใช่ประเด็นที่ยกขึ้นว่ากันมาในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรที่จะรับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้ขับไล่จำเลยที่ 1ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2369/2534 เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ ของ บริษัท ป๊ อบ ผลิตภัณฑ์ นม โจทก์ จำกัด ลูกหนี้ โจทก์ บริษัท ผลิตภัณฑ์ ป๊ อบ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - เจ้าพนักงาน พิทักษ์ทรัพย์ ของ บริษัท ป๊ อบ ผลิตภัณฑ์ นม · โจทก์ - จำกัด ลูกหนี้ · จำเลย - บริษัท ผลิตภัณฑ์ ป๊ อบ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อุดม เฟื่องฟุ้ง · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · อากาศ บำรุงชีพ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 770/2535ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 99/2541ฎีกา 4513/2533ฎีกา 2409/2551ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1538/2518ฎีกา 7335/2538ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 6321/2544ฎีกา 307/2513ฎีกา 4432/2534ฎีกา 8444/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 2253/2524ฎีกา 2898/2538ฎีกา 1803/2500ฎีกา 226/2532ฎีกา 7732/2552ฎีกา 1003/2521ฎีกา 960/2485
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา