⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2420/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำของบริษัทมหาชนย่อมต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อตรวจสอบได้ การซื้อขายที่ดินโดยมีเจตนาค้าหากำไรถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคาร ก. ทราบว่าธนาคารจะเปิดสำนักงานสาขารังสิตและสาขาจังหวัดอ่างทอง โจทก์จึงซื้อที่ดินในท้องที่ดังกล่าวไว้เป็นของตนเอง แล้วขายต่อให้ธนาคาร ก. โดยมุ่งค้าหากำไร ที่โจทก์อ้างว่า ธนาคาร ก.มอบหมายด้วยวาจาให้โจทก์หาซื้อที่ดินแทนนั้นไม่น่าเชื่อเพราะธนาคาร ก. เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัทมหาชนการกระทำใด ๆ ย่อมต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อที่จะตรวจสอบได้ดังนั้น การประเมินของจำเลยที่ 4 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้โจทก์เสียภาษีเงินได้และภาษีการค้าจึงชอบแล้ว.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.798 ประมวลรัษฎากร ม.40 ประมวลรัษฎากร ม.78

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มิได้ประกอบธุรกิจการค้าที่ดิน ไม่ใช่ผู้ประกอบการค้า จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้า ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ที่สั่งให้โจทก์เสียภาษีจำนวน574,805.35 บาท จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6371 และ6723 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี และโฉนดเลขที่9741 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง แล้วขายให้ธนาคารกสิกรไทยในราคาสูงกว่าที่โจทก์ซื้อมาเป็นเงิน 336,000 บาทเป็นเงินได้พึงประเมิน โจทก์มิใช่ตัวแทนของธนาคารกสิกรไทยขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า โจทก์เป็นตัวแทนซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6371 และ 6723ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 9741 ตำบลตลาดหลวง อำเภอเมืองอ่างทองจังหวัดอ่างทอง ให้แก่ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นตัวการหรือไม่โจทก์นำสืบอ้างว่า ธนาคารกสิกรไทย จะเปิดสำนักงานสาขาที่รังสิตและที่จังหวัดอ่างทอง จึงสั่งให้โจทก์ไปหาซื้อที่ดินทั้งสองแห่งดังกล่าวเพื่อใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานสาขา แต่ปรากฏตามคำเบิกความของตัวโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า การที่ธนาคารกสิกรไทยมอบหมายให้โจทก์ไปหาซื้อที่ดินแทนธนาคารนั้น เป็นการมอบหมายด้วยวาจา ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือและในรายงานการประชุมของธนาคารเกี่ยวกับการซื้อที่ดินดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุว่ามอบหมายให้โจทก์เป็นผู้ซื้อแทน โดยโจทก์อ้างว่าเหตุที่ไม่มีการมอบหมายเป็นหนังสือก็ดีไม่ได้ระบุในรายงานการประชุมว่าให้โจทก์เป็นผู้ซื้อแทนก็ดีก็เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ขายทราบว่าธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ซื้อเพราะมิฉะนั้นผู้ขายจะเกี่ยงขายในราคาแพงนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าข้ออ้างของโจทก์ดังกล่าวไม่มีเหตุผลให้รับฟัง เพราะธนาคารกสิกรไทยเป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นเป็นบริษัทมหาชน การกระทำใด ๆย่อมต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อที่จะตรวจสอบได้ ไม่น่าเชื่อว่าธนาคารจะสั่งการให้โจทก์ไปซื้อที่ดินแทนด้วยวาจา ทั้งหากมีการมอบอำนาจเป็นหนังสือระหว่างกรรมการผู้จัดการของธนาคารกับโจทก์ก็เป็นการกระทำภายในของธนาคาร ซึ่งผู้ขายไม่มีโอกาสจะทราบได้ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่จะมอบหมายกันด้วยวาจา ยิ่งกว่านั้นการที่โจทก์ไปซื้อที่ดินที่จังหวัดอ่างทองแทนธนาคารกสิกรไทยโจทก์ต้องกู้เงินจากธนาคารโดยเสียดอกเบี้ยด้วย ซึ่งโจทก์ไม่น่าจะยอมกระทำเช่นนั้นเพราะขณะที่โจทก์ซื้อที่ดินที่จังหวัดอ่างทองนั้นก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่า ธนาคารกสิกรไทยจะได้รับอนุญาตให้ตั้งสาขาที่จังหวัดอ่างทองหรือไม่ ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับอนุญาตโจทก์ก็ต้องรับที่ดินไว้เป็นของตนเอง โดยโจทก์ต้องรับภาระเสียดอกเบี้ยจากเงินที่กู้มาซื้อ นอกจากนี้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับเจ้าของที่ดินเดิมก็ได้มีข้อตกลงว่า ให้เจ้าของที่ดินเดิมโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บุคคลอื่นที่โจทก์กำหนดก็ได้ ฉะนั้นถ้าหากโจทก์เป็นเพียงตัวแทนซื้อที่ดินแทนธนาคารกสิกรไทยจริงแล้วโจทก์ก็สามารถให้เจ้าของที่ดินเดิมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ธนาคารกสิกรไทยโดยตรงได้ แต่กลับปรากฏว่า เจ้าของที่ดินจดทะเบียนโอนขายให้แก่โจทก์แล้ว ต่อมาโจทก์จึงจดทะเบียนโอนขายให้แก่ธนาคารกสิกรไทยอีกต่อหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนถึงสองครั้ง ที่โจทก์อ้างว่าถ้าให้ผู้ขายเดิมโอนให้ธนาคารกสิกรไทยโดยตรง ผู้ขายเดิมอาจบิดพลิ้วไม่ยอมโอนให้นั้น ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะได้มีการกำหนดเบี้ยปรับแก่เจ้าของที่ดินในกรณีที่บิดพลิ้วอยู่แล้วด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมา ศาลฎีกาจึงไม่เชื่อว่าโจทก์จะเป็นตัวแทนซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนธนาคารกสิกรไทย แต่เชื่อว่าโจทก์ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสของธนาคารกสิกรไทยทราบว่าธนาคารจะเปิดสำนักงานสาขา จึงได้หาซื้อที่ดินไว้เป็นของตนเองแล้วขายต่อให้ธนาคารกสิกรไทย การประเมินของจำเลยที่ 4 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2420/2534 นาย ไสว ยะกาศ คะนอง โจทก์ นาย ไพฑูรย์ สุนทรวิภาต กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ไสว ยะกาศ คะนอง · จำเลย - นาย ไพฑูรย์ สุนทรวิภาต กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ตัน เวทไว · ก้าน อันนานนท์ · จรัส อุดมวรชาติ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3483/2529ฎีกา 531/2537ฎีกา 2550/2532ฎีกา 4478/2533ฎีกา 489/2509ฎีกา 350/2540ฎีกา 2224/2530ฎีกา 5766/2534ฎีกา 2389/2519ฎีกา 2260/2549ฎีกา 3285/2532ฎีกา 1217/2545ฎีกา 2637-2639/2521ฎีกา 7535/2554ฎีกา 317/2527ฎีกา 882/2510ฎีกา 2519/2537ฎีกา 1355/2526ฎีกา 3899/2535ฎีกา 2427/2518ฎีกา 848/2527ฎีกา 4467/2536ฎีกา 1261/2520ฎีกา 5363/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ