คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 491/2534
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้างในคำฟ้อง แม้จะมิได้ระบุรายละเอียดครบถ้วน แต่หากจำเลยสามารถเข้าใจได้ว่าเหตุแห่งคดีเกิดขึ้นที่ใดจากเอกสารอื่นที่แนบมาพร้อมคำฟ้อง หรือเอกสารที่จำเลยได้รับไปแล้ว ถือว่าคำฟ้องนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องโจทก์ระบุว่าสถานที่เกิดเหตุคือบริเวณบริษัท ค. แม้มิได้ระบุว่าบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใดก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องได้กล่าวไว้ว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ตามหมายขังของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ พ.812/2533 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง และปรากฏว่าในสำนวนคดีดังกล่าวซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้นตามคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอฝากขังจำเลยในขณะที่เป็นผู้ต้องหาได้ระบุสถานที่เกิดเหตุที่บริษัทดังกล่าวว่าอยู่ที่ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการและจำเลยได้รับสำเนาคำร้องฉบับนี้ไปแล้ว จำเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุคดีนี้เกิดที่ใดจึงได้ให้การรับสารภาพ ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158(5) แล้ว.
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2533 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยกับพวกอีก 1 คน ได้ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบริเวณบริษัทแคปปิตับไซโลและอบพืช จำกัด หลังจากนั้นได้พยายามกรรโชกทรัพย์โดยใช้อาวุธมีดและตะกาวเหล้กขู่เข็ญผู้เสียหายแต่การกระทำไม่บรรลุผล ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365, 337, 91, 83พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทีความผิดตามฟ้องเรียงกระทงลงโทษ ฐานบุกรุกจำคุก 4 ปี ฐานพยายามกรรโชก จำคุก 4 ปี รวมจำคุก8 ปี รับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 4 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุสถานที่เกิดเหตุจึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลำีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าคำฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) บัญญัติให้ฟ้องต้องมีการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ พอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี สำหรับคำฟ้องคดีนี้เมื่ออ่านโดยตลอดแล้วก็พอเข้าใจได้ว่าสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำผิดก็คือบริเวณบริษัทแคปปิตับไซไลและอบพืช จำกัดแม้จะมิได้ระบุว่าบริษัทดังกล่าวตั้งอยู่ที่ใดก็ตาม แต่ในตอนท้ายของคำฟ้องได้กล่าวไว้ว่า ระหว่างสอบสวนจำเลยถูกควบคุมอยู่ตามหมายขับของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ พ.812/2533 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นส่วนประกอบของคำฟ้องและปรากฏว่าในสำนวนคดีหมายเลขดำที่พ.812/2533 ซึ่งติดอยู่ตอนหน้าของสำนวนคดีนี้นั้นตามคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ขอฝากขังจำเลยในขณะที่เป็นผู้ต้องหาได้ระบุสถานที่เกิดเหตุที่บริษัทดังกล่าวว่าอยู่ที่ตำบลสำโรงใต้ อำเภอพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการ และจำเลยได้รับสำเนาคำร้องฉบับนี้ไปแล้วจำเลยย่อมจะเข้าใจได้ดีว่าเหตุคดีนี้เกิดที่ใดจึงได้ให้การรับสารภาพศาลฎีกาเห็นว่าฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) แล้ว..."
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 491/2534
พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ โจทก์
นาย สระ ต้น ทองคำ จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด สมุทรปราการ · จำเลย - นาย สระ ต้น ทองคำ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุดม มั่งมีดี · พนม พ่วงภิญโญ · วิชัย ตันติกุลานันท์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ