⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5631/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5631/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
คำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน ถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ และข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้.

ย่อคำพิพากษา

คำให้การที่ว่า ว.จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์หรือไม่ไม่ทราบ และไม่รับรองนั้น เป็นคำให้การที่ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ จึงรับฟังได้ตามฟ้องว่า ว. เป็นกรรมการของโจทก์และมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ ในคำให้การต่อสู้คดีทำนองว่า พนักงานของโจทก์หลอกลวงให้ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันซึ่งยังมิได้กรอกข้อความ แต่ในฎีกากลับอ้างว่าพนักงานของโจทก์กรอกจำนวนเงินในสัญญาค้ำประกันที่จะต้องรับผิดเกินกว่าวงเงินที่ตกลงกันไว้ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างในฎีกา จึงไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้ก็ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้ หนี้ตามเช็คเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้สั่งจ่ายจึงตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 204 วรรคสอง และโจทก์มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวตาม ป.พ.พ. มาตรา 686.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.177 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.289 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.204 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.686 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.988

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล มีนายวิระ รมยะรูป กรรมการนายหนึ่งลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ทำการแทนโจทก์ได้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายเช็คจำนวน 7 ฉบับ รวมเป็นเงิน 266,328 บาทกับโจทก์โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1ของต้นเงิน 300,000 บาท และดอกเบี้ย เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือทวงถามแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และนายวิระ รมยะรูป จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์หรือไม่ไม่ทราบและไม่รับรอง จำเลยที่ 1 มิได้สั่งจ่ายหรือสลักหลังเช็คไม่เคยลงลายมือชื่อทำสัญญาขายลดเช็คกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันที่ยังมิได้กรอกข้อความ โดยพนักงานของโจทก์หลอกลวงว่าจำเลยที่ 1 เอามาให้ดูเพื่อให้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ค้ำประกันก่อน ต่อมาพนักงานของโจทก์ได้ทำเอกสารเท็จเพื่อเรียกให้จำเลยที่ 2ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถาม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ว่านายวิระรมยะรูป จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์หรือไม่ ไม่ทราบและไม่รับรองนั้น ไม่ได้แสดงโดยชัดแจ้งว่าปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ถือไม่ได้ว่าให้การปฏิเสธ และข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาขายลดเช็คให้แก่โจทก์ และตามคำให้การจำเลยที่ 2 ต่อสู้คดีในทำนองว่าพนักงานของโจทก์ได้หลอกลวงให้ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในสัญญาค้ำประกันซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความแล้วพนักงานของโจทก์ได้กรอกข้อความลงในสัญญาค้ำประกันเอง เป็นการทำเอกสารเท็จ แต่ในชั้นฎีกาของจำเลยที่ 2 กลับอ้างว่าพนักงานของโจทก์กรอกจำนวนเงินในสัญญาค้ำประกันที่กำหนดให้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดเกินกว่าวงเงินที่ตกลงกันไว้ เห็นว่าข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างในฎีกาไม่ใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และมิใช่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ก็ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยปัญหานี้ให้ไม่ได้และเห็นว่าหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามเช็ค ซึ่งมีกำหนดใช้เงินเมื่อถึงวันที่ลงในเช็คหรือวันที่ออกเช็ค เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้แน่นอนตามวันแห่งปฏิทินเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นผู้ผิดนัดทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และโจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ทันทีโดยมิต้องบอกกล่าวแต่อย่างใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีหนังสือทวงหนี้ไปยังจำเลยที่ 2หรือไม่ พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5631/2534 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด โจทก์ นาย วิวัฒน์ สิริ ชู วงศ์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด · จำเลย - นาย วิวัฒน์ สิริ ชู วงศ์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จเร อำนวยวัฒนา · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · สถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 10166/2539ฎีกา 4359/2540ฎีกา 1452/2511ฎีกา 3206/2537ฎีกา 4838/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 7903/2568ฎีกา 6239/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 1765/2492ฎีกา 3474/2538ฎีกา 3601/2526ฎีกา 72/2505ฎีกา 4832/2536ฎีกา 1776/2541ฎีกา 3005/2541ฎีกา 119/2532ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534ฎีกา 3827/2542ฎีกา 234/2491ฎีกา 759/2519ฎีกา 1409/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา