⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7/2534

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2534

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การนำสืบในข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การไว้และมิใช่เป็นการนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนคำให้การของจำเลย เป็นพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องนำสืบ ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟัง

ย่อคำพิพากษา

จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์ไปจำนวน 32,000 บาท ตามเอกสารหมายจ.2 จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2จริง จำนวน 32,000 บาท สัญญากู้ตามฟ้องจึงไม่เป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความเองโดยจำเลยมิได้ยินยอม มิใช่เอกสารปลอมดัง ที่จำเลยให้การ ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยกู้เงินโจทก์เพียง20,000 บาท และชำระหนี้ให้โจทก์แล้วเป็นการนำสืบในข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การไว้และมิใช่เป็นการนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนคำให้การของจำเลยจึงเป็นพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องนำสืบ ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 87.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2523 จำเลยได้กู้เงินไปจากโจทก์ เป็นเงิน 32,000 บาท โดยได้รับเงินจากโจทก์ไปถูกต้องในวันทำสัญญาแล้ว และตกลงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ร้อยละ 15 ต่อปีจากนั้นจำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นให้โจทก์เลย โจทก์ทวงถามจำเลยก็เพิกเฉย คงค้างชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,515 บาทขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 61,515 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีในต้นเงิน 32,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้เงินและรับเงินจากโจทก์ตามฟ้อง สัญญากู้ท้ายฟ้องเป็นเอกสารปลอมโดยโจทก์กรอกข้อความอันเป็นเท็จและปราศจากการรู้เห็นหรือยินยอมของจำเลย สัญญากู้ดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์เพียง 20,000 บาทพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินต้น32,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 27สิงหาคม 2523 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 600 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2523 จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์จำนวน 32,000 บาท กำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมิได้กำหนดระยะเวลาการใช้เงินคืนตามสัญญากู้เอกสารหมาย จ.2ตั้งแต่กู้เงินไปจำเลยไม่เคยชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้โจทก์เลยโจทก์ทวงถามจำเลยก็เพิกเฉย จำเลยนำสืบว่า ในราวปี พ.ศ. 2523 จำเลยกู้เงินจากโจทก์จำนวน20,000 บาท กำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อเดือน และกำหนดชำระคืนภายใน 1 ปี มีการทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐาน ในสัญญาลงจำนวนเงินกู้ไว้เป็นจำนวน 32ฐ000 บาท เพราะคิดดอกเบี้ยตามอัตาาและระยะเวลาดังกล่าวรวมไปด้วย จำเลยได้มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)ตามภาพถ่ายเอกสารหมาย ล.1 ให้โจทก์ได้ประกันหนี้เงินกู้ จำเลยได้ชำระหนี้ดังกล่าวแล้ว โจทก์ได้คืนหลักฐานให้จำเลยโดยใส่ในถุงกระดาษให้ เมื่อเปิดดูพบเพียง น.ส.3 จำเลยสอบถามโจทก์ถึงสัญญากู้ โจทก์แจ้งว่ารวมอยู่ในเล่มที่บ้านอีกหลังหนึ่งพบแล้วจะฉีกทำลายให้ พิเคราะห์แล้ว โจทก์เบิกความยืนยันว่า จำเลยได้กู้เงินจากโจทก์ไปจำนวน 32,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าได้ทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 จริง จำนวน 32,000 บาทสัญญากู้ตามฟ้องจึงไม่เป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความเองโดยจำเลยมิได้ยินยอม มิใช่เอกสารปลอม ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยกู้เงินโจทก์เพียง 20,000 บาท และชำระหนี้ให้โจทก์แล้วเป็นการนำสืบในข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การไว้และมิใช่เป็นการนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อสนับสนุนคำให้การของจำเลยจึงเป็นพยานหลักฐานที่ไม่เกี่ยวถึงข้อเท็จจริงที่คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในคดีจะต้องนำสืบ ต้องห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบดังกล่าวแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(1) ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 และผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยจริง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 600 บาท แทนโจทก์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7/2534 นาง ไสว แท้สูงเนิ น โจทก์ นาง สวงทอง เศษสูงเนิ น จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ไสว แท้สูงเนิ น · จำเลย - นาง สวงทอง เศษสูงเนิ น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัมพร ทองประยูร · เจริญ นิลเอสงฆ์ · ชลิต ประไพศาล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5473/2548ฎีกา 7919/2553ฎีกา 3206/2537ฎีกา 2307/2518ฎีกา 685/2550ฎีกา 2732/2534ฎีกา 1415/2540ฎีกา 8875/2542ฎีกา 149/2526ฎีกา 1360/2544ฎีกา 6039/2537ฎีกา 2709/2538ฎีกา 70/2518ฎีกา 591/2513ฎีกา 963/2536ฎีกา 119/2532ฎีกา 4185/2547ฎีกา 4484/2536ฎีกา 6555/2538ฎีกา 1816/2534ฎีกา 7012/2543ฎีกา 1065/2513ฎีกา 2881/2532ฎีกา 1840/2538
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ