⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1986/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1986/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การบรรยายฟ้องว่าสถานที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยอ้างอิงถึงกฎกระทรวงและแผนที่แนบท้าย ถือว่ามีรายละเอียดครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายป่าสงวนแห่งชาติแล้ว.

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า สถานที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนแนวเขตเพิกถอนปรากฏตามสำเนากฎกระทรวงและภาพถ่ายแผนที่แนบท้ายกฎกระทรวงที่แนบท้ายฟ้อง แม้ตามกฎกระทรวงจะมีการเพิกถอนป่าแม่แตง บางส่วนออกจากการเป็นป่าสงวน ก็ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุ ครบองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 14 พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 แล้ว และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงเป็นการรับรวมไปถึงว่าสถานที่ที่จำเลยบุกรุกอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.158 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนใดไม่ปรากฏชัด ในปี 2529 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2533 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยได้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางป่าแม่แตงบริเวณหมู่ที่ 6 ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่อันเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นเนื้อที่ 20 ไร่ 50 ตารางวาโดยจำเลยเข้าไปขุดดินเป็นขั้นบันได ขุดบ่อน้ำ จำนวน 1 บ่อ ปลูกกระท่อมจำนวน 1 หลัง และเตรียมพื้นที่เพื่อปลูกชา อันเป็นการกระทำให้เกิดการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งนี้ โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตและมิได้รับยกเว้นตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9,14, 31 วรรคแรก กฎกระทรวง ฉบับที่ 493 (พ.ศ. 2515) และกฎกระทรวงฉบับที่ 924 (พ.ศ. 2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 31วรรคแรก กฎกระทรวง ฉบับที่ 493 (พ.ศ. 2515) และกฎกระทรวง ฉบับที่924 (พ.ศ. 2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา78 กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลย 3 เดือนและให้จำเลยกับบริวารออกไปจากป่าสงวนที่ยึดถือครอบครองด้วย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่เกิดเหตุ จึงไม่ทราบว่าที่เกิดเหตุนั้นยังเป็นป่าสงวนหรือไม่เพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่ามีกฎกระทรวงเพิกถอนป่าแม่แตงออกจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติบางส่วนมาด้วยนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า สถานที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติส่วนแนวเขตเพิกถอนปรากฏตามสำเนากฎกระทรวงและภาพถ่ายแผนที่ท้ายกฎกระทรวงที่แนบมาท้ายฟ้อง เป็นข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติพ.ศ. 2507 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง จึงเป็นการรับรวมไปถึงว่าสถานที่ที่จำเลยเข้าบุกรุกแผ้วถางนั้นอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1986/2535 พนักงานอัยการ จังหวัด เชียงใหม่ โจทก์ นาย บุญ ทา หรือ บุญ มา ลา ทู จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ จังหวัด เชียงใหม่ · จำเลย - นาย บุญ ทา หรือ บุญ มา ลา ทู
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · สมมาตร พรหมานุกูล · อัครวิทย์ สุมาวงศ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2522ฎีกา 3646/2565ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1146/2526ฎีกา 130/2528ฎีกา 2197/2547ฎีกา 1992/2530ฎีกา 937/2549ฎีกา 20/2491ฎีกา 18211/2555ฎีกา 1411/2499ฎีกา 1220/2510ฎีกา 901/2480ฎีกา 1294/2509ฎีกา 848/2545ฎีกา 884/2484ฎีกา 2292/2540ฎีกา 967/2501ฎีกา 3864/2546ฎีกา 514/2486ฎีกา 2747/2529ฎีกา 5702/2533ฎีกา 1857/2492ฎีกา 3577/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ