⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 260/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ว่าจ้างหรือผู้ใช้บริการย่อมต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ผู้รับจ้างหรือผู้รับบริการได้กระทำไปในทางการที่ว่าจ้างหรือว่าจ้างนั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 เป็นพลทหารเกณฑ์อยู่ใต้บังคับบัญชาของสามีจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุสามีจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยงานศพบิดาจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปในกิจการของจำเลยที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในกิจการนั้น จำเลยที่ 2ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1ขับรถยนต์โดยประมาทชนรถยนต์ของโจทก์เสียหาย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.427

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6ข-3495 กรุงเทพมหานครของจำเลยที่ 2 ในทางการที่จ้างหรือที่ได้รับมอบหมายด้วยความประมาทชนรถยนต์สาธารณะคันหมายเลขทะเบียน 1ท-1080 กรุงเทพมหานครของโจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยใช้หรือจ้างวานจำเลยที่ 1 ให้ขับรถยนต์ไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปขับจนเกิดเหตุดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 60,190 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม2527 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 6ข-3495 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 1ท-1080 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ได้รับความเสียหาย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า เหตุเกิดเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีนายสวิก เพชรหลำหรือเจริญ เพ็ชรหล้า เป็นพยานรู้เห็นในขณะเกิดเหตุเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานขับรถยนต์ของโจทก์ตามหลังรถยนต์โดยสารสองแถวคันหนึ่งเมื่อถึงบริเวณปากซอยเจริญพัฒนาจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ด้วยความเร็วสูงชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ เห็นว่า ร้อยตำรวจโทบรรจง ตนะกุล พนักงานสอบสวนได้รับแจ้งเหตุแล้วไปตรวจดูสถานที่เกิดเหตุทันทีพบคนขับรถยนต์ทั้งสองฝ่ายอยู่ในที่เกิดเหตุ จากการสอบสวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 ขับชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ ร้อยตำรวจโทบรรจงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่าขับรถโดยประมาท จำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพแต่โดยดี ร้อยตำรวจโทบรรจงจึงเปรียบเทียบปรับจำเลยที่ 1 เมื่อพิเคราะห์ความเสียหายของรถยนต์โจทก์ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 แล้ว ปรากฏว่าได้รับความเสียหายมาก แสดงว่ารถยนต์โจทก์ถูกชนอย่างแรง ประกอบกับจำเลยที่ 2 มิได้นำพยานมาสืบหักล้างว่าคนขับรถยนต์โจทก์มีส่วนประมาทด้วย ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ตามหลังรถยนต์โจทก์ด้วยความเร็วสูง โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์โจทก์ได้รับความเสียหายเหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นความประมาทของจำเลยที่ 1 แต่ฝ่ายเดียวฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปนี้ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์หรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวจำเลยที่ 2เบิกความว่าจำเลยที่ 1 เป็นพลทหารเกณฑ์อยู่ในความปกครองของร้อยเอกก่อเกียรติ โรจนวิภาต สามีจำเลยที่ 2 ก่อนเกิดเหตุสามีจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปช่วยงานศพบิดาจำเลยที่ 2อันเจือสมกับคำเบิกความของนายสวิก เพชรหลำ หรือ เจริญ เพ็ชรหล้าคนขับรถยนต์โจทก์ว่าหลังเกิดเหตุได้ต่อว่าจำเลยที่ 1 ขับรถเร็วจำเลยที่ 1 ตอบว่าจะรีบไปซื้อของมาในงานศพเจ้านาย ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นพลทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของสามีจำเลยที่ 2 หากจำเลยที่ 2 ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปในกิจธุระของตนแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะถือวิสาสะขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปเองโดยพลการ แม้จำเลยที่ 2 จะได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าจำเลยที่ 1 ลักรถยนต์ของตนไปนั้น ได้ความจากสามีจำเลยที่ 2 ว่ามารดาจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำ อันมีพฤติการณ์ให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำไปเพื่อให้ตนพ้นความรับผิดในทางแพ่งมากกว่า โดยคดีอาญาดังกล่าวอัยการศาลทหารมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ใช้ให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ไปในกิจการของจำเลยที่ 2ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในกิจการนั้นจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำไปต่อโจทก์" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2535 บริษัท แท็กซี่ สะพาน เหลือง จำกัด โจทก์ นาย สัจจา มี แสง จันทร์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท แท็กซี่ สะพาน เหลือง จำกัด · จำเลย - นาย สัจจา มี แสง จันทร์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พินิจ ฉิมพาลี · ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1611/2512ฎีกา 2806/2526ฎีกา 694/2531ฎีกา 2438/2535ฎีกา 4622/2557ฎีกา 6164/2533ฎีกา 1211/2518ฎีกา 3267/2540ฎีกา 7549/2538ฎีกา 718/2550ฎีกา 1006/2510ฎีกา 1820/2541ฎีกา 1236/2541ฎีกา 516/2537ฎีกา 2922/2540ฎีกา 620/2522ฎีกา 5545/2542ฎีกา 2452/2531ฎีกา 2977/2523ฎีกา 2882/2538ฎีกา 2161/2532ฎีกา 2385/2518ฎีกา 603/2506ฎีกา 1176/2510
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา