⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2682/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2682/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจกำหนดลำดับการขายทรัพย์สินที่ยึดได้ และการขายทรัพย์สินรายการแรกโดยชอบแล้ว แม้การขายทรัพย์สินรายการหลังจะได้เงินพอชำระหนี้ ก็ไม่ทำให้การขายรายการแรกเสียไป

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินทั้งสองแปลงที่ยึดมาขายทอดตลาดมีราคาประเมินรวมทั้งสองแปลงแล้วไม่พอชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำการขายทอดตลาดที่ดินแปลงที่มีราคาน้อยก่อน ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะกำหนดลำดับการขายทรัพย์ที่ยึดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309(3) การขายที่ดินแปลงนี้เป็นการปฏิบัติโดยชอบแล้ว และเมื่อขายทรัพย์รายแรกได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินอีกแปลงหนึ่งเป็นอันดับต่อมา แม้การขายทรัพย์สินรายการหลังจะได้เงินพอแก่การชำระหนี้ก็ไม่ทำให้การขายทอดตลาดทรัพย์รายการแรกที่เสร็จไปแล้วโดยชอบนั้นเสียไปหรือถูกยกเลิกไป จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด.

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.309

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 5148 และ 258 ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงรายจังหวัดเชียงราย พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์เจ้าหนี้จำนองตามคำพิพากษา ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ประมูลได้ในราคาสูงสุด แปลงแรกราคา 2,900,000 บาท แปลงที่สองราคา 17,050,000 บาท จำเลยที่ 3ยื่นคำร้องว่า ราคาที่ขายดังกล่าวต่ำกว่าความเป็นจริงโดยแปลงแรกจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท แปลงที่สองไม่ต่ำกว่า 25,000,000บาท ผู้เข้าประมูลมีแต่ผู้แทนโจทก์กับผู้ให้ราคาสูงสุดประมูลสู้ราคากัน มีพฤติการณ์ร่วมกันกดราคาเป็นการไม่ชอบ ขอให้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินรายนี้แล้วให้ทำการขายทอดตลาดใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนฎีกาฉบับหลังที่ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและขายทอดตลาดใหม่นั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนฟังเป็นยุติว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2522 ที่ดิน 2 รายการ คือ โฉนดเลขที่ 5148และ 258 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตำบลเวียง อำเภอเมืองเชียงรายจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 3 ได้จำนองเป็นประกันหนี้โจทก์จำนวน 3,500,000 บาท ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2532 ทรัพย์สินดังกล่าวได้ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ซึ่งรวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน15,000,000 บาทเศษ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ประเมินราคาทรัพย์สินในขณะยึดไว้คือทรัพย์สินรายการแรกประเมินราคา 950,000 บาทรายการหลังประเมินราคา 3,174,000 บาท และต่อมาเมื่อวันที่ 31ตุลาคม 2532 เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินดังกล่าวมีผู้เข้าสู้ราคา 3 ราย บริษัทดิออฟบิช จำกัด เป็นผู้ซื้อทรัพย์สินดังกล่าวได้ทั้ง 2 รายการ โดยรายการแรกทำการประมูลก่อนให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 2,900,000 บาท รายการที่ 2ให้ราคาสูงสุดเป็นเงิน 17,050,000 บาท ปัญหาวินิจฉัยมีว่าการขายทอดตลาดทรัพย์สินรายนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่... จำเลยที่ 3 ฎีกาข้อต่อไปว่า หนี้ที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาคดีนี้มีเพียง 15,000,000 บาทเศษ เท่านั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ควรขายที่ดินทั้ง 2 แปลงเพราะขายเฉพาะที่ดินแปลงหลังก็ได้เงินถึง17,000,000 บาทเศษ เพียงพอแก่การชำระหนี้แล้ว พิเคราะห์แล้วเห็นว่าที่ดินทั้งสองแปลงที่ยึดดังกล่าวเมื่อพิจารณาถึงราคาประเมินรวมทั้งสองแปลงแล้วจะเห็นว่ามีราคาไม่พอแก่การชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงทำการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่มีราคาน้อยก่อนคือที่ดินโฉนดเลขที่ 5148 ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจที่จะกำหนดลำดับการขายทรัพย์ที่ยึดได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา309(3) การขายที่ดินแปลงนี้เป็นการปฏิบัติโดยชอบแล้ว และเมื่อขายทรัพย์รายแรกดังกล่าวได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ทำการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 258 เป็นอันดับต่อมาแม้การขายทรัพย์สินรายการหลังจะได้เงินพอแก่การชำระหนี้ก็ไม่ทำให้การขายทอดตลาดทรัพย์รายการแรกที่เสร็จไปแล้วโดยชอบนั้นเสียไปหรือถูกยกเลิกไป ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการขายทอดตลาดทรัพย์รายนี้ไปโดยชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2682/2535 ธนาคาร ไทย พาณิชย์ จำกัด โจทก์ นาย เค่งจุก แซ่เจ็ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร ไทย พาณิชย์ จำกัด · จำเลย - นาย เค่งจุก แซ่เจ็ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิฑูรย์ สุทธิประภา · อัมพร เดชศิริ · สมปอง เสนเนียม
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5378/2544ฎีกา 4297/2536ฎีกา 4388/2536ฎีกา 4507/2533ฎีกา 3791/2524ฎีกา 3492/2526ฎีกา 1555-1556/2524ฎีกา 10694/2551ฎีกา 811/2511ฎีกา 1036/2508ฎีกา 207/2507ฎีกา 1431/2518ฎีกา 647/2546ฎีกา 7856/2542ฎีกา 1705/2547ฎีกา 1811/2523ฎีกา 2191/2532ฎีกา 3789/2554ฎีกา 3598/2559ฎีกา 3156/2553ฎีกา 145/2548ฎีกา 3599/2534ฎีกา 5150/2538ฎีกา 9657/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา