⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3914/2535

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2535

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อทนายความลงลายมือชื่อในคำแถลงซึ่งมีหมายเหตุว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" ย่อมถือว่าทนายความได้ทราบคำสั่งของศาลในวันที่ศาลมีคำสั่งนั้นแล้ว และหากทนายความมิได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลภายในกำหนดเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

พนักงานเดินหมายได้นำหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปส่งให้จำเลยทั้งสามตามภูมิลำเนาในคำฟ้องแล้ว ไม่พบจำเลยทั้งสาม บ้านปิดประตูใส่กุญแจ ไม่มีผู้ใดทราบว่าคนในบ้านออกไปที่ใด จึงส่งไม่ได้ ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสาม ณ ภูมิลำเนาตามฟ้องอีกครั้ง หากส่งไม่ได้ขอให้ปิดหมายและสำเนาคำฟ้อง โดยโจทก์แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนประกอบข้ออ้าง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า "หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ 1 นายทะเบียนระบุว่าบริษัทจำเลยที่ 1 นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา 1246 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามไม่มีภูมิลำเนาตามฟ้อง ให้โจทก์ยืนยันหลักฐานภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามใหม่ภายใน 15 วัน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้รอไว้ก่อน" คำสั่งดังกล่าวเป็นการกำหนดกระบวณพิจารณาอย่างหนึ่งของศาล เมื่อทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในคำแถลงซึ่งมีหมายเหตุไว้ด้วยว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว ย่อมถือได้ว่าทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องส่งคำสั่งดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบซ้ำอีก ดังนั้นการที่ทนายโจทก์มิได้ดำเนินการตามกระบวนพิจารณาภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป .วิ.พ. มาตรา 174 (2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.70 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.174

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันและจดทะเบียนจำนองที่ดินเพื่อประกันหนี้ ต่อมาจำเลยที่ ๑ค้างชำระหนี้ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากขายทอดตลาดไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ ศาลชั้นต้นสั่งรับคำฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งภายใน๗ วัน ถ้าส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันส่งไม่ได้หากไม่แถลงถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง วันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๓๑ พนักงานเดินหมายได้นำหมายเรียกสำเนาคำฟ้องไปส่งให้แก่จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ตามภูมิลำเนาในคำฟ้อง แต่ไม่พบจำเลยทั้งสามพบแต่บ้านปิดประตูใส่กุญแจ ไม่มีผู้ใดทราบว่าคนในบ้านออกไปที่ใด จึงส่งหมายให้จำเลยทั้งสามไม่ได้ วันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๓๑ ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงว่า ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสามอีกครั้ง หากส่งไม่ได้ขอให้ปิดหมายและสำเนาคำฟ้อง เพราะจำเลยทั้งสามมีภูมิลำเนาอยู่ตามฟ้อง โดยโจทก์แนบหนังสือรับรองการจดทะเบียนท้ายคำแถลงประกอบข้ออ้าง ศาลชั้นต้นสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า "หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ ๑ ออก ณวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๑ นายทะเบียนระบุว่า บริษัทจำเลยที่ ๑ นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง ตามความในมาตรา ๑๒๔๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้มีภูมิลำเนาตามฟ้อง ให้โจทก์ยืนยันหลักฐานภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามใหม่ภายในกำหนด ๑๕ วัน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้รอไว้ก่อน" วันที่ ๒๕กรกฎาคม ๒๕๓๑ เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า เกินกำหนดเวลาที่ศาลมีคำสั่งแล้ว โจทก์ไม่ปฏิบัติตามศาลชั้นต้นสั่งว่า "โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๔ (๒) ให้จำหน่ายคดี" โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยมีว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด อันถือได้ว่าโจทก์ทิ้งฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงในสำนวนศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในวันเดียวกับที่ทนายโจทก์ยื่นคำแถลงนั้นว่า "หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ ๑ ออก ณ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๓๑ นายทะเบียนระบุว่าบริษัทจำเลยที่ ๑ นายทะเบียนได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้างตามความในมาตรา ๑๒๔๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสามไม่มีภูมิลำเนาตามฟ้อง ให้โจทก์ยืนยันหลักฐานภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสามใหม่ภายใน ๑๕ วัน การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้รอไว้ก่อน" คำสั่งดังกล่าวเป็นการกำหนดกระบวนพิจารณาอย่างหนึ่งของศาล เมื่อทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในคำแถลงซึ่งมีหมายเหตุไว้ด้วยว่า ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว กรณีดังกล่าวย่อมถือได้ว่าทนายโจทก์ได้ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้นในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนั้นแล้ว ศาลชั้นต้นไม่จำต้องส่งคำสั่งดังกล่าวให้ทนายโจทก์ทราบซ้ำอีก ดังนั้นการที่ทนายโจทก์มิได้ดำเนินการตามกระบวนพิจารณาภายในกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๔ (๒) พิพากษายืน. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3914/2535 ธนาคารทหารไทย จำกัด โจทก์ บริษัทศรีวิพัฒนาการ จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคารทหารไทย จำกัด · จำเลย - บริษัทศรีวิพัฒนาการ จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนพ กีรติยุติ · เสียง ตรีวิมล · สมศักดิ์ วิธุรัติ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นางสาวเพลินจิต ตั้งพูลสกุล · ศาลอุทธรณ์ - นายสวรรค์ ศักดารักษ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 705/2497ฎีกา 421/2524ฎีกา 793/2504ฎีกา 3390/2528ฎีกา 4957/2541ฎีกา 5816/2550ฎีกา 101/2564ฎีกา 7355/2537ฎีกา 908/2513ฎีกา 4526/2536ฎีกา 1177-1178/2511ฎีกา 2066/2549ฎีกา 4110/2552ฎีกา 6460/2546ฎีกา 2909/2524ฎีกา 1195/2512ฎีกา 129/2518ฎีกา 3191/2532ฎีกา 4810/2542ฎีกา 1010/2539ฎีกา 3966/2551ฎีกา 4326/2540ฎีกา 5882/2541ฎีกา 4715/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา