⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1269/2536

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1269/2536

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมและได้บอกกล่าวให้รื้อถอนแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ถือเป็นการบรรยายฟ้องโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับแล้ว

ย่อคำพิพากษา

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นเนื้อที่ 37.14 ตารางวา ตามแผนที่หมายเลข 39เอกสารท้ายฟ้องโดยไม่ได้รับความยินยอม โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไปแล้วแต่ก็เพิกเฉยเป็นการอยู่โดยละเมิดขอให้จำเลยรื้อถอนออกไปแม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดตั้งแต่เมื่อใดก็เข้าใจได้ว่าเป็นการอยู่โดยละเมิดตั้งแต่ก่อนฟ้องแล้วส่วนจำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทโดยละเมิดมีความกว้างยาวเท่าใดนั้นเป็นรายละเอียดที่คู่ความจะต้องนำสืบ คำฟ้องได้กล่าวโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้วจึงไม่เคลือบคลุม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.172

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 426ตำบลตูมใต้ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 12 ไร่2 งาน 96 ตารางวา โดยจดทะเบียนรับโอนเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2522จำเลยปลูกบ้านในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์เป็นเนื้อที่ 37.14 ตารางวา โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปหรือทำสัญญากับโจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามโจทก์จึงแจ้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านและและสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์กับห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่บรรยายให้แจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา คือไม่บรรยายว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่พิพาทตั้งแต่เมื่อใด ครอบครองเนื้อที่กว้างยาวเท่าใด แผนที่พิพาทเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ไม่ชัดเจนแน่นอน จำเลยไม่สามารถให้การโดยละเอียด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนภายใน 1 ปี นับแต่วันถูกรบกวน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยรื้อถอนบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นเขตที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไปให้จำเลยและบริวารของจำเลยทั้งหมดออกไปให้พ้นจากที่ดินโจทก์จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวมีว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินพิพาทของโจทก์เป็นเนื้อที่ 37.14 ตารางวา ตามแผนที่หมายเลข 39เอกสารท้ายฟ้องโดยไม่ได้รับความยินยอม โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนออกไปแล้วแต่ก็เพิกเฉยเป็นการอยู่โดยละเมิด ขอให้จำเลยรื้อถอนออกไป แม้โจทก์จะมิได้กล่าวในฟ้องว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่ดินพิพาทโดยละเมิดตั้งแต่เมื่อใด ก็เข้าใจได้ว่าเป็นการอยู่โดยละเมิดตั้งแต่ก่อนฟ้องแล้ว ส่วนจำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทโดยละเมิดมีความกว้างยาวเท่าใดนั้นเป็นรายละเอียดที่คู่ความจะต้องนำสืบ คำฟ้องได้กล่าวโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้วจึงไม่เคลือบคลุม" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1269/2536 นาง ลัก ษณา สามเสน โจทก์ นาย ชู จิต ร์ เทพเส นา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง ลัก ษณา สามเสน · จำเลย - นาย ชู จิต ร์ เทพเส นา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เพ็ง เพ็งนิติ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 767/2518ฎีกา 681/2506ฎีกา 610/2520ฎีกา 5473/2548ฎีกา 1415/2540ฎีกา 272/2490ฎีกา 3542/2545ฎีกา 6105/2531ฎีกา 56/2520ฎีกา 1896/2492ฎีกา 991/2548ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 2224/2528ฎีกา 1959/2529ฎีกา 119/2532ฎีกา 1687/2497ฎีกา 1189/2495ฎีกา 1620/2492ฎีกา 1510/2520ฎีกา 3601/2530ฎีกา 2383/2536ฎีกา 759/2519ฎีกา 6196/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา